ชาวบ้านรอบเหมืองทองอัคราฯห่วงลุงตู่แพ้คดี

ชาวบ้านรอบเหมืองทองอัคราฯ ห่วงลุงตู่แพ้คดี ไม่เชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดียวจะรับผิดชอบไหว

ที่บริเวณร้านค้าสภากาแฟที่หมู่บ้านเขาดิน หมู่ 3 ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งหมู่บ้านอยู่ติดกับบริษัทอัครา รีซอร์สเซส หรือ ที่เรียกกันว่า เหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง หรือเหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 2544 แต่กลับถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล คสช. ใช้อำนาจ ม.44 สั่งปิดกิจการมาตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 อ้างเหตุผลด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อม

แต่ล่าสุด กลับโดนเหมืองทองอัคราฯ ยื่นเรื่องเข้าอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจะมีการพิจารณาคำร้องครั้งแรกในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 นี้ จึงทำให้เมื่อวันวานที่ผ่านมา ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวนี้ และมีข้อความที่เป็นกระแสข่าวใหญ่ออกมาว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดเพียงสั้นๆว่า เรื่องนี้ผมจะรับผิดชอบเอง

 

ในส่วนของชาวบ้านที่อยู่รอบเหมืองทองอัคราฯ ก็มีการจับกลุ่มพูดคุยกันตามสภากาแฟหรือศาลากลางบ้าน โดยที่ร้านอาหารตามสั่ง “ป้าแจ้ว” ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านเขาดิน ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับพื้นที่ทำเหมืองทองมากที่สุด ซึ่ง นายมนตรี ม่วงเอี่ยม อายุ 68 ปี ชาว ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร กล่าวว่า จากข่าวที่บอกว่า นายก “ลุงตู่” จะรับผิดชอบเองหากเกิดแพ้คดีต้องชดใช้ค่าปรับเป็นเงิน 3 หมื่นล้าน ให้กับเหมืองทองอัคราฯ คุณลุงมนตรี บอกว่า “ ไม่เชื่อ” ว่าลำพังตัว “นายกลุงตู่” คนเดียวจะเอาเงินที่ไหนถ้าไม่ใช่เอาเงินภาษีของราษฎร แนะนำช่องทางที่ดียอมจ่ายค่าชดเชยให้กับทางบริษัท เหมืองทองอัคราฯ เค้าบ้าง แล้วให้บริษัทฯ เค้าได้เปิดกิจการต่อเพื่อให้ชาวบ้านรอบเหมืองทองได้มีงานทำ รวมถึงได้พูดถึงว่า ตอนที่ใช้ ม.44 เป็นยุค คสช. มีอำนาจในมือแต่ไม่ได้ฟังเรื่องจริงจากปากของชาวบ้านในพื้นที่แต่ไปฟังข้อมูลจากพวกนักประท้วง , ฟังจากสื่อ ที่ล้วนส่วนใหญ่ก็เป็นคนนอกพื้นที่ กล่าวหาว่า น้ำดื่ม น้ำกิน ในหมู่บ้านมีสารพิษต่างๆนานา แต่เรื่องจริง คือ ที่หมู่ 3 บ้านเขาดิน มีโรงงานน้ำดื่มเทพนิมิตทำน้ำบรรจุขวด บรรจุถัง ขายไปทั่วทั้งตำบล สาธารณสุข และส่วนราชการ มาตรวจก็ได้มาตรฐาน ผ่านทุกครั้ง ชาวบ้านก็กินน้ำจากโรงงานน้ำดื่มในชุมชนก็มีสุขภาพแข็งแรง แต่ข่าวที่ออกไปกลับตรงกันข้าม เช่นเดียวกับ นายอรุณ สีสุทธินา อายุ 36 ปี ชาวบ้านเขาดิน ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร กล่าวว่า คดีความของเหมืองทองอัคราฯ กับ รัฐบาล “ลุงตู่” ตนเองเชื่อมั่นว่า เหมืองทองอัคราฯ จะชนะ เพราะไม่เคยเห็นเอกสารหรือหลักฐานใด ที่ระบุชี้ชัดว่าเหมืองทองอัคราฯ กระทำผิดในเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเป็นผู้สร้างมลพิษมลภาวะ ก็ไม่เคยปรากฏ

เช่นเดียวกับ น.ส.วันวิสาข์ สุมะนะ อายุ 34 ปี และ นายอดิเรก เถื่อนคุ้ม อายุ 40 ปี ทั้งสองเป็นชาว ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งจัดได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่เสพสื่อหรือติดตามข้อมูลข่าวสารบนโลกโซเชียล หรือบนมือถือเป็นส่วนใหญ่ ก็บอกตรงกันว่าไม่เชื่อที่ “นายกลุงตู่” เพียงแค่คนเดียวจะรับผิดชอบ หากต้องชดใช้เงิน 3 หมื่นล้าน ให้กับเหมืองทองอัคราฯ หากแพ้คดี อีกทั้งถ้าจะไปเอาเงินจากภาษีประชาชนไปชดใช้จากคำสั่งของตนในยุค คสช. ก็ต้องขออนุมัติผ่านสภาประชาธิปไตย ซึ่งคาดว่าสภาและประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็คงไม่ยอมแน่นอน ดังนั้นจึงแนะนำทางออก ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม รายงานเสนอทางออก 4 ข้อ ให้ที่ประชุม ครม. รับทราบ โดยทั้งสองคนนี้เสนอให้ “นายกลุงตู่” หาช่องทางจ่ายเงินค่าปรับบางส่วนให้กับเหมืองทองอัคราฯ เป็นค่าชดเชยค่าเสียหาย ประโยชน์ที่ควรได้ในช่วงที่ต้องถูกปิดกิจการแล้วให้เปิดดำเนินกิจการต่อไป ซึ่งจะเป็นการดีด้วยกันทุกฝ่าย

สำหรับกระแสของประชาชนชาวจังหวัดพิจิตรและชาวบ้านที่อยู่รอบเหมืองทองอัคราฯ ต่างให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับปากท้องของคนในท้องถิ่นและเกียวข้องกับเงิน 3 หมื่นล้าน ที่หากต้องแพ้คดีจะต้องจ่ายให้กับบริษัทคิงส์เกต เป็นจำนวนเงินมากถึง 3 หมื่นล้าน ว่า…เอาเข้าจริง “นายกลุงตู่” คนเดียวจะเอาเงินมาจากไหน ? รับผิดชอบไหวหรือ? ซึ่งคงต้องรอฟังข่าวการไตร่สวนของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่จะมีการพิจารณาไตร่สวนสืบพยานเป็นนัดแรก ว่า จะออกมาเป็นเช่นไร?

ข่าวน่าสนใจ

Close