นายกฯไม่ถอดใจลาออกอึดอัดลือรบ.แห่งชาติเมินพท.

นายกฯ ดับฝันรัฐบาลแห่งชาติ ปัด ดึงเพื่อไทยร่วม บอกอึดอัดใจถูกปล่อยข่าวลือ ยัน ไม่เคยถอดใจลาออกยุบสภา - ได้ขุนคลังใหม่สัปดาห์หน้า เผย สเปคเป็นคนใจถึง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทยมีการปรับกรรมการบริหารพรรคเป็นการส่งสัญญาณจะมาร่วมในรัฐบาลแห่งชาติ ว่า เป็นการคาดการณ์กันเอง ซึ่งการปรับกรรมการบริหารพรรคถือเป็นเรื่องปกติของการเมือง โดยตนไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้กับใครทั้งสิ้น ขออย่าไปตั้งประเด็นกันขึ้นมาเอง พร้อมยอมรับว่า รู้สึกอึดอัดใจ ที่มีการคาดคะเนและเขียนเรื่องต่างๆ ออกมาทั้งที่ไม่ใช่มาจากนายกรัฐมนตรี ถ้าตนพูดอะไรก็เป็นไปตามที่ตนพูด เพราะถ้าการปรับปรุงพัฒนาทำให้ประเทศชาติเป็นไปในทิศทางที่ดีก็ทำไป ส่วนการจะร่วมหรือไม่ร่วมเป็นเรื่องของวันข้างหน้า วันนี้ยังเป็นรัฐบาลชุดนี้อยู่

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่ถอดใจและเตรียมลาออกประกาศยุบสภา ยืนยันว่าไม่เคยถอดใจอะไรที่เกี่ยวกับประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน นายกรัฐมนตรี ไม่เคยถอดใจ เพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบสุขและพัฒนาไปตามขั้นตอน ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบว่าข่าวลือที่ออกมา ออกมาจากไหน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ว่า สัปดาห์หน้าก็จะรู้ว่าเป็นใคร ซึ่งก็รู้จักกันทั้งนั้น ส่วนตัวก็เลือกคนที่เหมาะสม รู้งานเศรษฐกิจและรู้งานของรัฐบาลด้วย ใจถึงและเข้มแข็ง

เมื่อถามว่าใช่รายชื่อที่ออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ทั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง และนายไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย ประธานกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีรายชื่อพวกนี้เลย ไม่เห็นมีใครเอาด้วยกับตน บางคนก็พร้อมที่จะมาทำงาน แต่ครอบครัวก็เป็นห่วง

พร้อมยืนยัน การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ แค่หาบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้น ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนหรือโยกย้ายตำแหน่งอื่น เพราะขณะนี้ก็ยังอยู่กันได้ทำงานกันได้ไม่มีปัญหาอะไร

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เตรียมการวางแผนรองรับการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 โดยเฉพาะตามแนวชายแดนในการเข้มงวดเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังมีการระบาดต่อเนื่อง ซึ่งได้ให้แนวทางว่าต้องหามาตรการดูแลเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป โดยกลุ่มแรกที่ต้องดูแล คือกลุ่มนักธุรกิจที่จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อการลงทุน โดยจะต้องมีมาตรการเฉพาะสำหรับการลงทุน และต้องหามาตรการดูแลและป้องกันโรคกับคนเหล่านี้

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะมาพำนักในระยะยาว หรือ long stay จึงต้องพิจารณาจากประเทศต้นทางและพิจารณาพื้นที่ที่จะมาพักอาศัยและพื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะ ซึ่งจะต้องดูผู้ประกอบการด้านล่าง ยืนยันไม่ใช่การสนับสนุนคนรวย แต่ต้องดูตลอดห่วงโซ่อาหารเพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ ซึ่งไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเพราะไทยสามารถบริหารจัดการโรคได้ดี จึงต้องขอความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องจัดทำให้เป็นระบบทั้งหมด จึงมีการคิดค้นแอพพลิเคชั่นติดตามตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ริสแบนด์ หรือแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ

พร้อมยืนยันไทยมีความพร้อมด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หน้ากากอนามัย และชุด ppe ในการรองรับคนได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นการคิดต่อเนื่องทั้งระบบเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ใน 3 เดือนข้างหน้า คือเดือนตุลาคมพฤศจิกายนและธันวาคม ถ้าหากไม่ทำอะไรเลยจะแย่กว่าเดิมทุกอย่างจะถอยหลัง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในฐานะที่ต้องดูแลคนทั้งประเทศต้องคิดในเรื่องเหล่านี้ ต้องขอความร่วมมือและข้อความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่งขณะนี่ส่วนตัวกังวลเรื่องการใช้หน้ากากอนามัย ขอให้ใช้อย่างต่อเนื่องกินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม ทั้งนี้ ขอให้เห็นใจรัฐบาลเพราะหากไม่ทำอะไรเลยก็จะเดินหน้าไปไม่ได้ การลงทุนก็จะถอยหลังคิดว่าทุกคนกลัวโควิด-19 อยู่แล้วจึงต้องระมัดระวังกันต่อไป

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close