ศบศ.เห็นชอบมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในปท.

ศบศ. เห็นชอบมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้มีรายได้น้อย 2 โครงการ

ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 หรือ ศบศ. น.ส.กาญจนา ตั้งปกรณ์ ผอ.สำนักนโยบายภาษี เผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกําลังซื้อให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและให้กับประชาชนทั่วไป ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มกําลังซื้อให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จําเป็น จํานวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จํานวน 14 ล้านคน

โครงการคนละครึ่ง ซึ่งภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดยอาศัยวิธีการร่วมจ่าย (Co-pay) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ซึ่งไม่รวมล็อตเตอรี่, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยาสูบ และการบริการ โดยกําหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ลงทะเบียนและมีบัตรประจําตัวประชาชน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 10 ล้านคน โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเวปไซต์ www.คนละครึ่ง.com สําหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วม โครงการ ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจเฟรนไชส์ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายร้านค้าจํานวนประมาณ 100,000 โดยร้านค้า สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการข้อเสนอการปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (Permanent resident permit) และแนวทางการปรับปรุงมาตรการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (Smart Visa) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร และผู้ประกอบการวิสาหกิจ ตามข้อเสนอของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยในส่วนของแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์การ อนุญาตให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร มีแนวทางการดําเนินการที่สําคัญ คือการพิจารณาเพิ่มประเภทคําขอเพื่อเข้ามา ลงทุนซื้ออาคารชุดและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ตามมูลค่าที่กําหนด โดยห้ามจํานอง จําหน่าย โอน ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งยกเว้นหลักเกณฑ์การกําหนดระยะเวลาการพํานักในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนยื่นคําขอ

สำหรับแนวทางการปรับปรุงเกณฑ์ของมาตรการ Smart Visa มีแนวทางการดําเนินการที่สําคัญ คือ ปรับปรุงขอบเขตของกิจกรรมและอุตสาหกรรมเป้าหมายให้กว้างขึ้น โดยให้รวมถึงการพัฒนา Startup Ecosystem และนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาอื่นนอกเหนือจากด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, เพิ่มเติมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ไม่มีสัญญาจ้างงานในประเทศ, การผ่อนคลายหลักเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำสําหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงบางกลุ่ม และการผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประสบการณ์การทํางานและวุฒิการศึกษาของ ผู้บริหารระดับสูง และอนุญาตให้ผู้ถือ Smart Visa ทํางานนอกเหนือจากที่ได้รับการรับรองได้ในบางกรณี โดยทั้ง 2 โครงการนี้จะนำเสนอที่ประชุมครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบภายในสัปดาห์หน้า

ข่าวน่าสนใจ

Close