นายกฯยันปรับครม.เรียบร้อยกลางเดือนส.ค.

นายกฯ ปัดตอบยกหูหา "สุเทพ" แลกกระทรวงแรงงานกับ อว. เผย "ไพรินทร์-ปรีดี" ยังไม่ตอบรับชัดเจน ยันทุกอย่างเรียบร้อยกลางเดือน ส.ค. - ยังไม่รู้เอาเงินจากไหนจ่ายชดเชยโฮปเวลล์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง โผคณะรัฐมนตรีที่ปรากฎบนหน้าสื่อ ว่า สื่อไม่ได้เป็นคนปรับ ครม. เป็นเรื่องของสื่อที่จะเสนอชื่อใครก็ว่ากันไป แต่ในส่วนที่ตนเป็นทำอยู่นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนิน และทาบทามบุคคล ต้องดูที่ไปที่มา ตรวจสอบคุณสมบัติ ต้องดูว่าบุคคลที่ถูกทาบทามตอบรับหรือไม่ ต้องทำให้เกิดความสมดุล วันนี้ตนต้องดูทั้งการเมือง การบริหาร และ พรรคการเมืองซึ่งมีปัญหาเยอะแต่ตนสู้ไหว

ส่วนการทาบทามนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร และนายปรีดี ดาวฉาย นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยังไม่ยืนยันตอบรับชัดเจน ต้องให้กำลังใจคนที่จะเข้ามาทำงาน อย่าไปดักหน้าดักหลังแล้วจะไม่มีใครอยากเข้ามา ต้องให้โอกาสเข้ามาพิสูจน์ฝีมือ 6 เดือน หรือ 1 ปี ถ้าไม่ดีก็ปรับใหม่ได้

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามผู้สื่อข่าวเรื่อง การยกหูหา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ รปช. เจรจาแลกเปลี่ยนตำแหน่งกระทรวงแรงงาน กับ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่า ทำไมต้องอยากรู้ เป็นเรื่องการบริหารของตน บางเรื่องก็คุยกันได้ และหวังจะได้ ครม.ที่ดีในวันข้างหน้าในการทำงาน เพราะทุกคนต้องกระตือรือร้น ไม่ว่าจะใครก็ตามไม่ใช่การเมืองเป็นเรื่องเดียวที่ต้องแก้ปัญหา ให้นึกถึงนายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการ ซึ่งมีเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ พร้อมขอให้เชื่อมั่นตนในฐานะนายกรัฐมนตรีจะทำให้ดีที่สุด แต่จะถูกใจทุกคนหรือไม่คงเป็นไปไม่ได้

ส่วนการวิ่งเต้นตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองจะเสนอมา เมื่อส่งมาถึงรัฐบาลก็ต้องรับฟังและดูความเหมาะสม เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากเหมาะสมก็เป็นได้ ก็ต้องพิสูจน์ฝีมือ พร้อมย้ำว่าการปรับ ครม.ทุกอย่างจะแล้วเสร็จกลางเดือนสิงหาคม จะเร็วกว่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามและเดินออกจากโพเดียมทันที

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำร้องรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ ไม่นำขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้เอกชน วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ว่า ตนเองได้รับทราบผลการพิจารณาขอศาลเมื่อช่วงเช้านี้ ซึ่งหลังจากนี้ต้องหาวิธีการว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะรัฐบาลเองมีหน้าที่ที่ต้องปรับและแก้ ซึ่งตนเองก็ไม่อยากโทษใคร

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ในการดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะนำมาเป็นค่าชดเชยนั้น ก็ต้องหาทางก่อน และไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะทุกคนคงทราบดีว่าการใช้งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลเป็นอย่างไร โดยขอให้รอติดตามการแก้ปัญหา ซึ่งก็เร่งทำอยู่

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close