นายกฯซัด”วิ่งไล่ลุง”ไร้สาระ-ยึดกม.ปมภบท.5

นายกฯ ขอใจเย็น เหตุรุนแรงในโรงพยาบาล ไม่พอใจแพทย์รักษาล่าช้า ขอคนไทยปรองดอง สมานฉันท์ ชี้ ถือครองที่ดิน ต้องยึดตามขอเท็จจริง ปัดไม่ทราบมีหูฉลามจริง สั่งห้ามไม่ให้มีอีก ซัดวิ่งไล่ลุงไร้สาระ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาล หลังมีคนไข้ใช้กรรไกรทำร้ายแพทย์ เพราะการรักษาล่าช้า ว่าขอให้ใจเย็นๆ ซึ่งเข้าใจได้ว่าคงไปรอแพทย์นาน ซึ่งเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ย้ำเตือนเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยไปแล้ว รวมถึงบุคลากรในโรงพยาบาลต้องช่วยกัน เพราะสังคมไทยมีการใช้ความรุนแรง เพราะความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วในสังคมปัจจุบัน ขออย่าให้เกิดในสถาบันการศึกษา โรงพยาบาล หรือตามท้องถนน เพราะเป็นภาพที่ไม่งดงาม ขอให้ทุกคนใจเย็น เพราะอากาศกำลังเย็น ต้องมีความเอื้ออาธร อารีย์ ปรองดอง สมานฉันท์ กับคืนสู่สังคมไทย

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือครองที่ดิน ภบท. 5 และ สปก. ว่า ในการถือครองที่ดินจะต้องยึดตามหลักฐานและข้อเท็จจริง ซึ่งมีกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนในการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อทวงคืนผืนป่านั้น ประสบปัญหาในทางปฏิบัติในการเข้าไปยึดพื้นที่คืน ไม่ได้เสียหายอะไร และขออย่าใช้คำว่าทวงคืน เพราะหากไม่มีคำสั่งดังกล่าวออกมาจะทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่า กว่า 1 แสนไร่ และวันนี้สามารถลดลงปัญหานี้ได้ โดยเหลือเพียง 1 หมื่นไร่ เนื่องจากยังมีมาตรการนี้อยู่ แต่ปัญหา คือ ต้องดูว่า เมื่อยึดคืนมาแล้ว สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง และหลายอย่างก็ยังคงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคม จึงให้มีการไปตรวจสอบสอบว่าขณะนี้มีกี่รายที่ถือครองที่ดิน ภบท. 5 และ สปก. เพื่อเปรียบเทียบและหาแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งทุกอย่างจะต้องยึดไปตามกฎหมายทั้งหมด

ขณะที่ สภาพอากาศที่กลับมามีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงกว่ามาตรฐานอีกครั้งหลายพื้นที่ นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ซึ่งมาจากการ เผาป่า การจราจร และรถเก่ารถ ซึ่งจะต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ ที่ได้เริ่มขับเคลื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาใน 3 มาตรการ ได้แก่  เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ที่มีการเผาไหม้ โดยเฉพาะภาคการเกษตร// การเพิ่มประสิทธิภาพการลดมลพิษที่ต้นทาง ในการตรวจควันดำรถ และ การบริหารจัดการมลพิษ ซึ่งทุกกระทรวงมีแผนหลักแล้วโดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาค่าฝุ่นละอองขยะ และน้ำเสีย

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับงานจัดเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งมีเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงว่า วันงานตนเองไม่ได้ทานอาหารภายในงานเลย จึงไม่ทราบเมนูหูฉลามจริงหรือไม่ เพราะมัวแต่พูดคุยกับรัฐมนตรี แต่หลังจากนี้จะสั่งห้ามไม่ให้มีเมนูนี้อีก แต่จะกินปลาตัวเล็ก อย่างปลาข้าวสารแทน

ส่วนกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่จะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาหรือไม่นั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องดูแล แต่ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของศาล พิจารณาตามกระบวนการ พยานหลักฐาน ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ และไม่มีใบสั่งจากรัฐบาลอย่างที่ นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่กล่าวอ้าง ตนไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าต้องวางตัวอย่างไร ขอให้ไว้ใจตนเองและอย่าทำให้เกิดความวุ่นวาย

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี อย่างเปิดเผยว่า ไม่เป็นห่วงกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” เข้าใจว่า กิจกรรมนี้ต้องการจะวิ่งไล่ตนเอง และมองว่าเป็นกิจกรรมทีไร้สาระ จึงอยากถามว่า วันนี้ตนมาทำอะไร ถอดบทเรียนมาจากไหน อย่างน้อยขอให้อ่านหนังสือให้ทันก่อนจะมาสอบถามหรือตั้งกระทู้ ไม่ใช่ทำเพียงไม่ไว้ใจกัน เพราะวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสถียรภาพของรัฐบาล ความมั่นคงก็จะพิจารณาตามกฎหมาย เพราะหากไม่ยึดกฎหมายประเทศชาติ ก็จะอยู่ไม่ได้ ต้องกลับไปสู่วังวนเดิมๆอีก แม้จะมีรัฐบาลใหม่ก็ตาม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง มาตรการ “แจกทอง” ในโครงการ ชิมช้อปใช้ ว่า เป็นการดูแลในฐานะผู้ใช้เงินครบตามวงเงิน จากกระเป๋า2 ซึ่งจะต้องมีการเสี่ยงโชคอีก เปิดมาตรการนี้เป็นมาตรการที่ต่างประเทศก็ทำเพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง กรณีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงคำถามบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส ของ ฟ้าใส” ปวีณสุดา ดรูอิ้น มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ในการประกวดรอบ 5 คนสุดท้าย โดยยอมรับว่า เป็นคำถามที่ค่อนข้างยาก พร้อมพูดติดตลกว่า ไว้ให้ตนเองเป็นกรรมการก่อน จะตั้งคำถามให้ บางคนบอกที่ไม่เข้ารอบเพราะตนเองเป็นนายก ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับตนเอง โดยส่วนตัวเห็นว่า ฟ้าใส ตอบคำถามดีและคิดว่าจะได้ตำแหน่ง พร้อมให้กำลังใจในการประกวด

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close