“สุดารัตน์”ปัดเพื่อไทยมีงูเห่าซบพปชร.

“สุดารัตน์” ปัดเพื่อไทย มีงูเห่าซบ พปชร. จี้ เคาะวันซักฟอก – ไม่ขัดรัฐบาลแจกเงิน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจัดงานจับมือดาวสภาพรรคเพื่อไทยวันนี้ พรรคเพื่อไทยยุคใหม่ ได้เริ่มปฏิรูปพรรค ปรับเปลี่ยนโดยให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเคยถูกติฉินนินทา ตั้งแต่นี้ไปจะทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง โดยเราจะร่วมคิดร่วมทำกับประชาชน ส่วนสาเหตุที่พรรคต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนา เพราะวันนี้โลกเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปมาก หากเราไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับเทคโนโลยี ก็จะไม่เข้าถึงประชาชน จึงอยากทำ 2 สิ่งนี้ควบคู่กันให้ประสบความสำเร็จ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนด้วยต้นทุนที่ต่ำ ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทย จะจัดกิจกรรมพบปะกับประชาชนทุกวันอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนมาสะท้อนปัญหา

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงการเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ว่า เป็นหน้าที่อยู่แล้ว แม้เราจะเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่ได้ตั้งหลักในการทำงานว่าเราจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากเรื่องใดประชาชนได้ประโยชน์ จากมาตรการที่รัฐบาลออกมา พรรคฝ่ายค้านก็จะสนับสนุน เช่นมาตรการ 3 แสนกว่าล้านบาทที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเราเห็นด้วยที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน แต่บางมาตรการก็ไม่เห็นด้วย การพิจาณายกเลิกวีซ่านักเที่ยวจีนและอินเดีย เพราะเม็ดเงินท่องเที่ยวจะเข้าประเทศรวดเร็วมาก และจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ดี แต่กลับถูกตีตกจากคณะรัฐมนตรี โดยใช้ความคิดแบบคนในอดีตโดยอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งเหตุผลดังกล่าวทุกคนเป็นห่วงเหมือนกันหมด แต่ถ้าจะเกิดการสู้รบกันในยุคนี้ หลายประเทศใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือกันหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะเอาเหตุผลดังกล่าวมาเป็นข้ออ้าง และอยากเสนอรัฐบาลว่ามาตรการดังกล่าวเป็นประโยชน์และอยากให้ทำได้จริง

ส่วนการแจกเงินพรรคเพื่อไทยก็ไม่ขัด แต่ต้องแจกเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แจกเพื่อผ่านมือคนจน แล้วคืนกลับไปเข้ากระเป๋าของเจ้าสัวรายใหญ่ เศรษฐกิจจึงไม่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงการบรรจุญัตติตามที่พรรคฝ่ายค้านยื่นในมาตรา 152 เปิดอภิปราย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยไม่ลงมติ กรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดกรอบเวลาไว้เพียงแค่ 1 วันนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ไม่ควรเอาเรื่องของเวลามาเป็นตัวกำหนด แต่ควรคำนึงถึงเนื้อหา จึงอยากให้มีการพิจารณาตามเนื้อหา ซึ่งมาตรา 152 นำมาใช้เพื่อหาทางออกให้กับรัฐบาล เมื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน ก็ควรใช้เวทีสภาหารือกัน ควรจะให้การหารือเสร็จสิ้นตามกระบวนการ อย่าใช้เวลามากำหนด ตนเองตอบไม่ได้ว่าพอหรือไม่พอ แต่หากหารือกันแล้วเห็นตรงกัน ว่าวิธีดังกล่าวได้ครึ่งวันอาจจะเสร็จ แต่ หากหารือกันแล้วไม่ลงตัว อาจจะใช้เวลามากกว่า 1 วันก็ไม่เป็นไร เพราะเป็น หนทางที่จะช่วยรัฐบาลหาทางออกที่ทำผิดรัฐธรรมนูญยืนยันว่า ไม่ได้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อขับไล่ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ อาจจะเคยชินกับการใช้อำนาจมาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหา แต่วันนี้ไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้วจึงต้องใช้อำนาจและกระบวนการของรัฐสภาแก้ปัญหาทั้งหมด

นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ปฏิเสธกระแสข่าว ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทยเป็นงูเห่า ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยกล่าวว่าเป็นเพียงแค่การพูดเรื่อยเปื่อยและมีมาตลอด ซึ่งส่วนตัวมองว่า เป็นการเล่นการเมืองเก่าที่น่ารังเกียจและย้อนยุค โดยการแย่งและใช้อำนาจอย่างอื่นมาต่อรองทั้งที่พรรค พลังประชารัฐแพ้การเลือกตั้งแต่ใช้อำนาจอภินิหารต่างๆ จนทำให้ได้เป็นรัฐบาลแต่ขณะนี้เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีความพยายามเอาผลประโยชน์ โดยเฉพาะการใช้เงินงบประมาณของประเทศ ดึงคนมาจากบ่อของเพื่อน ซึ่งได้ยินมาทุกสัปดาห์แต่ทุกครั้งที่มีการโหวตในสภาเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 246 เสียงก็ครบทุกครั้ง บางครั้งก็เกิน หากจะมีงูเห่าเกิดขึ้นอีกครั้ง ก็ฝากให้เอาไปผัดเผ็ดด้วย

ส่วนกรณีที่นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์พรรคเพื่อไทย กล่าวชื่นชม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระหว่างการลงพื้นที่ ได้มีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่ได้มีการชี้แจง ยืนยันว่า ไม่ได้ย้ายพรรคไปไหน บางครั้งกลอนอาจพาไป และเป็นการไปสะท้อนปัญหาในพื้นที่ จึงให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของพรรค

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐตั้งเป้า จะดึง ส.ส.เพิ่ม ให้ได้ 270 เสียง ว่า อยากให้ข้อคิดพรรคพลังประชารัฐว่าหากคิดจะอยู่ยาว ด้วยการกวาดต้อน ส.ส.จากพรรคอื่นเข้าไปอยู่ในพรรคตัวเอง เพื่อให้พรรคมีความมั่นคงหรือเป็นรัฐบาลที่อยู่ยาว หากมีอำนาจเงินและอำนาจรัฐ สามารถบอกบางองค์กรอิสระ ให้ใช้คดีมาบีบบังคับ แต่สิ่งที่จะทำให้รัฐบาลมีอายุสั้นหรืออายุยืน ไม่ใช่แค่มือในสภา แต่คือความศรัทธาของประชาชน และผลงานที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้หรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ตนเองไม่สบายใจ คือการใช้งบประมาณแผ่นดินมาหว่าน ส.ส.ต่างพรรค ด้วยการเทงบประมาณลงไปในพื้นที่ ถ้าย้ายมาอยู่ด้วย จึงอยากเตือนพรรคพลังประชารัฐงบประมาณทั้งหมดไม่ใช่เงินในกระเป๋าส่วนตัว แต่หากประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐจะควักเงินในกระเป๋าตัวเองมาใช้ก็ไม่เป็นไร แต่หากเอาเงินหลวงมาใช้ งบประมาณนั้นจะต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและตรวจสอบได้

 

 

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close