กกต.กับการตัดสินใจรับรองผลลต.

เหลืออีกเพียง 17 วัน ก็จะถึงกำหนดประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งดูเหมือน กกต. ยังพอจะมีเวลาอีกมาก แต่หากพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆ แล้ว นับว่าต้องแข่งกับเวลาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องร้องเรียนต่างๆ และความชักเจนของสูตรบัญชีรายชื่อ

หลายคนคงคิดเหมือนกันว่า สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้จำนวนตัวเลข ส.ส. ของแต่ละพรรคยังไม่นิ่งในขณะนี้ จนเกิดปัญหาการเตรียมฟอร์มรัฐบาลเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ล้วนเกิดจาก กกต. ทั้งสิ้น ประการแรกเลย คือ กกต. ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้จะคิดเป็นโครงร่าง สร้างตุ๊กตาไว้แล้ว แต่ก็ยังมีความกลัว กลัวที่จะถูกเล่นงานภายหลัง เพราะอาจถึงขั้นติดคุกตอนแก่ได้ จึงมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพื่อหาคนมาการันตีว่า ที่ทำไปแล้วนั้นถูกต้อง จะมาฟ้องร้องกันภายหลังไม่ได้ ซึ่งสูตรดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญ จะประทับตราถูกต้องให้หรือไม่ ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะวันที่ 24 เม.ย. นี้ คงจะรู้แค่ว่า ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่เท่านั้น หากรับ กว่าจะวินิจฉัยก็คงจะต้องใช้เวลาล่วงไปอีกอย่างน้อย 7 วัน ถึงจะได้คำตอบ แต่หากไม่รับ กกต. ก็คงจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะเลือกทางไหน เพื่อเซฟตัวเองให้ได้มากที่สุด และรับรองผลเลือกตั้งได้ตามกรอบเวลาที่ตัวเองขีดเส้นตายเอาไว้เอง

อีกประเด็นที่อาจทำให้การรับรองผลเลือกตั้ง ล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามที่หลายๆ ฝ่ายอยากเห็น คือเรื่องของการร้องเรียน ที่มีมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง รวมถึงหลังเลือกตั้ง ที่ต่อแถวยาวเป็นหางว่าวกว่า 300 เรื่อง ซึ่งแน่นอน กกต. เคยให้ข้อมูลมาแล้วว่าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลเลือกตั้ง 300 กว่าเรื่องนั้น มีทั้งหมด 66 เขตเลือกตั้งที่มีปัญหา และจำเป็นต้องเร่งมือในการตรวจสอบ ไต่สวนให้ได้คำตอบโดยเร็วที่สุด ว่าจะสอยใครก่อนประกาศบ้างในรูปแบบของใบส้ม หรือ ประกาศไปก่อน แล้วตามสอยทีหลังด้วยอาวุธเก่า ใบเหลือง และใบแดง ซึ่งไม่ว่าจะสอยแบบไหน ก็จะกระทบต่อการคำนวณ ส.ส. อยู่ดี จึงนับว่า ทั้ง 2 เรื่องนี้ ยังคงพัวพันกันอยู่ และ กกต.คงต้องเร่งมือเพื่อทำให้เกิดความชัดเจน ในส่วนที่ตัวเองสามารถทำได้ตามอำนาจ

แต่ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องร้องเรียนอีกส่วนหนึ่ง แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับผลเลือกตั้งในแต่ละเขต ว่าใครแพ้ ใครชนะ หรือมีการกระทำผิดบ้าง แต่เรื่องร้องเรียนนั้น กลับพัวพันถึงตัวบุคคลและอาจเชื่อมโยงไปถึงขั้นการยุบพรรคการเมืองเลยทีเดียว นั่นคือ เรื่องหุ้นสื่อของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” การกล่าวหา “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ว่าเข้าข่ายผิด ม.92(2)
หรือแมเกระทั่งในฝั่งของผู้มีอำนาจเอง ก็กำลังถูกเร่งไต่สวนมาเช่นกัน นั่นคือเรื่องของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รวมถึงลูกพรรค อย่าง “เบญญา นันทขว้าง” หาเสียงเอาไว้ในช่วงโค้งสุดท้าย ว่าเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ห้วงเวลาที่เหลือ 17 วันของ กกต. นั้น มีเรื่องราวมากมายให้ต้องเร่งทำ และต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานอื่น เพื่อฟอกให้ตัวเองปลอดภัยในการทำงาน จึงนับว่าเป็นงานหิน งานใหญ่ในการกลั่นกรองรับรองผลการเลือกตั้ง ที่จะส่งให้ ขั้วไหน ฝ่ายใด เป็นผู้ชิงความได้เปรียบ ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนกัน ขณะเดียวกัน ก็ยังต้องคำนึงถึง เรื่องร้องเรียนที่อยู่กับองค์กรอื่นอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ยื่นคำร้องให้พิจารณาว่าเลือกตั้ง 24 มี.ค. เป็นโมฆะหรือไม่ ….

ข่าวน่าสนใจ

Close