เส้นทาง ทษช. กับปาฏิหาริย์ที่ไม่มีจริง

พรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคการเมืองไทยที่ก่อตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นลำดับที่ ๑๑/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ในชื่อ พรรครัฐไทย โดยมีนาย เอกสิทธิ์ เจาฑานนท์ และนาย ศิรเมศร์ เสถียรรุจิกานนท์ เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนแรก

ต่อมาในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรครัฐไทยครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อพรรคจาก พรรครัฐไทย เป็น พรรคไทยรวมพลัง พร้อมกับเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค และภาพเครื่องหมายพรรค [2] โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พรรคไทยรวมพลังได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งแต่ไม่ได้ที่นั่งในสภาแม้แต่ที่นั่งเดียว

ใน พ.ศ. 2557 นายเอกสิทธิ์หัวหน้าพรรคคนแรกได้ลาออกจากตำแหน่งทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยนาย กมล จิรโสภาพันธ์ ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรคจึงรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าพรรค

จากนั้นในการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรวมพลังเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อพรรคเป็น พรรคไทยรักษาชาติ พร้อมกับเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคอุดมการณ์ของพรรค และนโยบายของพรรค รวมถึงนายกมลได้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคโดยมีกระแสข่าวว่าพรรคไทยรักษาชาติเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยเพราะมีอดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีของ พรรคเพื่อไทย จำนวนหนึ่งได้เตรียมย้ายมาสังกัดและเข้ามาบริหารพรรคไทยรักษาชาติ นอกจากนี้ยังมีการตีความชื่อย่อของทางพรรคในช่วงแรกๆ ว่ามีนัยหมายถึงทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

กระทั่งการประชุมใหญ่ของพรรคไทยรักษาชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ เมื่อวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ที่ โรงแรมรามาการ์เดนส์ มีวาระสำคัญในการเลือก หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ รวมถึงเปลี่ยนแปลงภาพเครื่องหมายพรรค และสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรค ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค และ นาย มิตติ ติยะไพรัช เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมแกนนำได้เดินทางเข้ายื่นบัญชีรายชื่อผู้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในนามของพรรคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า พรรคได้เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคเพียงรายชื่อเดียว

เนื่องจากพรรคได้พิจารณาบุคคลที่มีความเหมาะสม และพรรคเห็นว่าทูลกระหม่อมหญิงฯ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีความเหมาะสมที่สุด ทรงช่วยเหลือประชาชน ทรงเห็นความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งพระองค์ทรงงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด และพระองค์ทรงมีพระเมตตาให้เสนอชื่อและให้เกียรติตอบรับเป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค ซึ่งหลังจากที่ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติและประกาศรับรองแล้ว ก็จะแถลงความชัดเจนในการลงพื้นที่หาเสียงต่อไป ส่วนที่มองความได้เปรียบเสียเปรียบนั้น เป็นเรื่องของประชาชนที่จะพิจารณา ยืนยัน ทุกอย่างเป็นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดที่ให้ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิ์ที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค พร้อมกันนี้ ยังมองว่าเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าพรรคจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการลงคะแนนเสียงของประชาชน และพรรคมีนโยบายที่ชัดเจนว่ามีจุดยืนเป็นประชาธิปไตย (อ่านข่าว : ทษช.ยื่นเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯเป็นแคนดิเดตนายกฯ)

และในวันเดียวกันเวลา 22.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกและความอยู่ดีกินดีของประชาชนทรงปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนาพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบาบัดทุกข์บำรุงสุข และดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเคารพรัก และเทิดทูนพระองค์เสมือนด้วยบิดา จึงทรงเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน” โดยแท้จริง

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นที่เคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดารงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่าง ๆ นั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่าง ๆ ของหน่วยราชการในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินีพระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินีพระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประกาศ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน (อ่านข่าว : พระราชโองการร.10 “ทูลกระหม่อมหญิงฯ” ต้องอยู่เหนือการเมือง)

วันที่ 9  กุมภาพันธ์ 2562 พรรคไทยรักษาชาติ ออกแถลงการณ์ ขอน้อมรับพระราชโองการ ด้วยความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์

ตามที่ได้มีประกาศพระราชโองการในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น พรรคไทยรักษาชาติขอน้อมรับพระราชโองการข้างต้นไว้ด้วยความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์

พรรคไทยรักษาชาติซาบซึ้งในพระเมตตาของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ที่ได้ให้ความเมตตาต่อพรรคฯ พรรคไทยรักษาชาติจะขอทำหน้าที่ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณี และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศไทย ด้วยความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (อ่านข่าว : ทษช.น้อมรับพระราชโองการด้วยความจงรักภักดี)

จนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวก่อนการประชุม กกต. ว่า การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะเป็นการพิจารณาคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปที่ยื่นขอให้กกต.วินิจฉัยกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเข้าข่ายขัดต่อระเบียบกกต. ว่าด้วยวิธีหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงส.ส. ปี2561 โดยอ้างอิงข้อ17 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่กำหนดว่าห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง

โดย นายอิทธิพร ยืนยันว่าจะศึกษาอย่างรอบคอบ รอบด้าน หลายมิติ ทั้งข้อกฎหมายและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ไปพร้อมกับการพิจารณาคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมืองที่กกต.ปิดรับสมัครไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากมีมติจะแถลงผลการประชุมให้ทราบต่อไป (อ่านข่าว : ปธ.กกต.เผยถกวันนี้ปมทษช.ชงแคนดิเดตนายกฯ)

และนายรุ่งเรือง พิทยศิริ กรรมการบริหารพรรคได้เดินทางมายังสำนักงาน กกต. เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงฯ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งอยากให้เวลากับครอบครัว ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเหลือทั้งสิ้น 13 คน (อ่านข่าว : อดีต กก.บห.ทษช.ยันไม่เกี่ยวข้องชงชื่อนายกฯ)

ในเย็นวันเดียวกัน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ลงนามประกาศในวันนี้ มีพรรคการเมืองและผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จากพรรคการเมืองได้รับการประกาศรายชื่อ ทั้งสิ้น 45 พรรคการเมือง รวม 69 คน โดยไม่รวมถึงพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยพรรคไทยรักษาชาติ (คลิป: มติกกต.ตัดชื่อแคนดิเดตนายกฯของทษช.แล้ว)

กระทั่ง วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากที่มีการยื่นเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงฯ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า พรรคไทยรักษาชาติขอน้อมรับพระราชโองการไว้ด้วยความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งหลังจาก กกต. มีมติรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองออกมาอย่างเป็นทางการแล้วนั้นถือเป็นข้อยุติ และหลังจากนี้พรรคจะเดินหน้าสู่สนามการเลือกตั้ง ซึ่งในวันนี้ก็เป็นการมาวางแผนเพื่อกำหนดทิศทางการหาเสียงของพรรค เพื่อเดินหน้าสื่อสารนโยบายให้ประชาชน (อ่านข่าว :  “ปรีชาพล”น้อมรับพระราชโองการ-ไม่กังวลยุบทษช.)

กระทั่งบ่ายของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ หลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้พิจารณากรณีพรรคไทยรักษาชาติมีหนังสือแจ้งรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 1 ราย และเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ตามมาตรา 92 ในวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะผู้ได้รับมอบหมาย (อ่านข่าว : มติกกต.ส่งศาลรธน.ยุบพรรคทษช.ปมแคนดิเดต)

โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง ของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้มายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ไว้ในทางธุรการและอยู่ระหว่างการตรวจคำร้อง โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะเสนอคำร้องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในเวลา 13.30 น. พรุ่งนี้ (14 ก.พ.) เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ต่อไป

 

บ่ายของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (13) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ. ศ. 2560 มาตรา 92 แจ้งให้ผู้ร้องทราบและส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลา 7 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

โดยวิธีการส่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ศาลเป็นผู้ส่ง ณ ที่ทำการพรรคผู้ถูกร้องหากไม่มีผู้รับให้ปิดหนังสือนำส่งและสำเนาคำร้องไว้ ณ ที่ทำการพรรคผู้ถูกร้องและให้ถือว่าได้ส่งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ. ศ. 2561 มาตรา 5 ประกอบมาตรา 54 แล้ว ซึ่งศาลนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 13.30 น. (อ่านข่าว : มติศาลรธน.รับวินิจฉัยยุบทษช.ให้แก้ข้อกล่าวหาใน7วัน-นัด27ก.พ.)

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยผลการพิจารณาเนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหลายราย ศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาคำสั่งในวันนัดพิจารณาต่อไป

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้ว เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้จึงไม่ทำการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่งและกำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 7 มีนาคม 2562 เวลา 13.30 น. และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันเดียวกันในเวลา 15.00 น. ศาลรธน.นัดตัดสินคดียุบทษช.7มี.ค.

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึงวันพฤหัสบดี 7 มีนาคม 2562 บรรดาแกนนำพรรคไทยรักษาชาติต่างทยอยเดินทางมายังที่ทำการพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อรวมตัวกันก่อนที่จะเดินไปศาลรัฐธรรมนูญฟังคำวินิจฉัยกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคไทยรักษาชาติ กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติในวันนี้ เวลา 13.30 น. และจะอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น. โดยบรรยากาศตลอดช่วงเช้า การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด ทั้งนี้มีสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ต่างมาเกาะติดการทำข่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมกั้นพื้นที่ควบคุมสำหรับสื่อมวลชน และประชาชน ซึ่งได้ติดป้ายประกาศ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไว้โดยรอบทั้งนี้ สื่อมวลชนจะต้องใช้บัตรประจำตัวสำนักข่าวแลกบัตรเข้า-ออกเท่านั้น (อ่านข่าว : ลุ้นคดียุบทษช.-จนท.คุมเข้มรอบศาลรธน.)

ในเวลา 13.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ประชุมลับแล้ว ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เพื่อนำคำวินิจฉัยส่วนตนมาแถลงด้วยวาจาก่อนที่จะลงมติเพื่อทำวินิจฉัยส่วนกลาง อ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. จากกรณีคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยมีรายงานว่ากรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมี 5 ประเด็นหลักเริ่มตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้หรือไม่ มติกกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำชี้แจงของพรรคไทยรักษาชาติฟังขึ้นหรือไม่ การเสนอบัญชีนายกรัฐมนตรีขัดกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 หรือไม่ และหากยุบพรรคกรรมการบริหารพรรค ทั้ง 14 คน ต้องร่วมรับผิดชอบหรือยกเว้น นายรุ่งเรือง พิทยสิริ ที่ยืนยันว่า ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ (อ่านข่าว :  เริ่มแล้ว!ศาลรธน.นั่งบัลลังก์พิจารณายุบทษช.-ศรีวราห์สั่งคุมเข้ม)

กระทั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติพร้อมตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง จดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี  เนื่องจากการกระทำของผู้ถูกร้องอาจเป็นปฏิปักษ์ ยังไม่ถึงล้มล้าง อีกทั้งการกระทำเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสมัครรับเลือกตั้งยังไม่เกิดเสียหายร้ายแรง เมื่อพิจารณาความสำนึกน้อมรับพระราชโองการทันที (อ่านข่าว : ศาลรธน.มีมติยุบพรรคไทยรักษาชาติ)

 

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close