สนช.เห็นชอบอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างปท.

สนช. ให้ความเห็นชอบอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมง พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) วาระแรกแล้ว

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมง พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดย พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงสาระว่า การให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 188 นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างหลักประกันการทำงานบนเรือประมงให้เกิดสภาพการทำงานที่มีคุณค่า ซึ่งเป็นสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานตามหลักปฏิบัติสากล จะทำให้คนงานประมงมีสภาพการทำงานที่มีคุณค่าตามข้อกำหนดขั้นต่ำในการทำงานบนเรือประมง เช่น มีข้อกำหนดขั้นต่ำในการทำงานและอายุขั้นต่ำ สัญญาจ้าง การจ่ายค่าตอบแทนที่ชัดเจน มีที่พัก อาหาร น้ำดื่มที่เพียงพอเหมาะสม รวมถึงเข้าถึงการดูแลรักษาทางการแพทย์ ซึ่งจะส่งผลดีกับไทย โดยเฉพาะในเรื่องแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบนเรือประมง ปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานควบคู่กันไปกับการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาให้หมดไป

ขณะที่สมาชิก สนช. อภิปรายสนับสนุนให้มีการลงนามในสัญญาดังกล่าว เพราะจะทำให้การแก้ปัญหาแรงงานประมงเป็นไปตามหลักสากล และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการคุ้มครองแรงานในทุกมิติเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยหลังอภิปรายที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 148 ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 4 เสียง

 

สนช.ผ่านวาระ1ร่างพรบ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. …. ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดย พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เนื่องจากยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดให้การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และรัฐบาลยังมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 กำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม กำหนดให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อต่อยอดเสริมสร้างความมั่นคงทางทหารและความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน จึงจำเป็นต้องให้มีกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีป้องกันประเทศฉบับนี้ โดยหลักการสำคัญ ปรับเปลี่ยนสถานะของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องการมหาชน) ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ลักษณะเฉพาะตาม
ร่างกฏหมายนี้ คือ เป็นหน่วยงานงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ศึกษาวิจัย การผลิต และการนำมาใช้ประโยชน์ ส่งเสริมความร่วมมือของหน่วยงานอื่นของกระทรวงกลาโหมและภาคเอกชน รวมทั้งให้มีคณะกรรมการนโยบายเพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

ขณะที่สมาชิก สนช. อภิปรายสนับสนุนหลักการของร่างกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ เกิดการต่อยอดและพัฒนาอย่างครบวงจร เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งหลังการอภิปรายที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยคะแนน 143 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 4 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 17 คน กำหนดแปรญัตติ 7 วัน และมีกรอบการทำงาน 60 วัน

ข่าวน่าสนใจ

Close