“จัดสรรปันส่วนผสม” ปม ขยายพันธุ์พรรคสำรอง?

เมื่อ พลังดูด สูตรเดินเกมของ พลังประชารัฐ ที่ชู ลุงตู่ เป็นนายกฯแผลงฤทธิ์ สกัด “เพื่อไทย” สู่อำนาจทางการเมือง  เกมนี้ นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร” บินปักหลักฮ่องกง เปิดหน้าตักสู้ บนสมการ แยกกันเดิน ร่วมกันตี” โดยใช้แนวร่วมพรรคพี่ พรรคน้อง ซึ่งมี “พรรคเพื่อไทย” เป็นพรรคหลัก ไว้สำหรับ “หนีตาย” และ “สู้ตาย”

ขณะที่ “พลังประชารัฐ” มีพรรคแนวร่วมไม่ใช่น้อย ชัดเจนสุด “รวมพลังประชาชาติไทย” ของ ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ”  ร่วมเป็นหักหอก

น่าสนใจกับการเดินเกมของ 2 พรรคใหญ่ กับแนวทางตั้ง  พรรคสำรอง”  ที่เป็นสูตรผสมลงตัว รับกฎกติกาใหม่ของการเลือกตั้งตาม รัฐธรรมนูญ” ที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติขึ้น นั่นเพราะระบบการเลือกตั้งใหม่ การนับคะแนนจะต่างออกไปจากอดีต โดยมีการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.เขตแบบท่วมท้นมหาศาลทุกเขต จะไม่นำคะแนนมานับรวมให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะกฎหมายมีเกณฑ์การเฉลี่ยคะแนนให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไว้อยู่แล้ว ดังนั้น พรรคการเมืองจึงมีการกระจายไปตั้งพรรคเพิ่ม

ลองมาดู วิธีการคิดคำนวณ การประกาศผลการเลือกตั้งกัน  การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนได้ 1 ใบ ในบัตรสำหรับเลือกส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 350 คน ซึ่งบัตรใบนี้จะถูกนำไปใช้คิดคะแนนหาส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 150 คนด้วย โดย “มาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ” ระบุการคำนวณหาส.ส.ทั้ง 500 คน อย่างสรุป 3 วิธีดังนี้

1.หาคะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน ด้วยการนำคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกส.ส.ทุกพรรคมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนส.ส.ทั้งหมด คือ 500 เช่น ผู้สมัครส.ส.ทุกพรรคได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมกัน 29.5 ล้านเสียง เมื่อนำไปหารจำนวนส.ส. 500 คน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ทุก 59,000 เสียง พรรคนั้นจะมีส.ส. 1 คน

2. การหาจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ให้นำผลลัพธ์จากข้อ 1 ไปหารด้วยคะแนนที่ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น พรรคก.มีคะแนนเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ 13.1 ล้านเสียง เมื่อหารกับ 59,000 เสียง จะได้ผลลัพธ์ 222.03 ดังนั้นจำนวนที่พรรคก.พึงมีส.ส. คือ 222 คน เศษทศนิยมของแต่ละพรรคที่เหลือให้เก็บไว้คิดหาเศษที่เหลือของจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี เช่น เศษที่เหลือของจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี มี 7 คน ให้กระจายจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมีไปอีกพรรคละ 1 คน สำหรับ 7 พรรค ที่มีเศษทศนิยมสูงสุด 7 ลำดับแรก

3. การหาจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้นำจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ลบด้วยจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับเลือก เช่น พรรค ก. พึงมีส.ส. 222 คน ลบจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับเลือกแบบไปแล้ว 187 คน จะทำให้พรรค ก.จะมีจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกอีก 35 คน ดังนั้น การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทุกคะแนนที่ผู้สิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนแบบแบ่งเขต จะส่งผลต่อการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย

นี่จึงเป็นที่มาที่ “มือกฎหมายรัฐบาล คสช.” อย่าง “นายวิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า การตั้ง “พรรคสำรอง” ของบรรดา “พรรคเพื่อฯ” หรือ “พรรคพลัง” และพรรคทั้งหลาย ถือเป็นกระบวนการทางการเมืองปกติ นั่นเพราะสูตรนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่สมัยนี้อาจชัดเจนมาก เพราะ พรรคการเมืองต้องการเก็บทุกคะแนน  ที่สำคัญพรรคการเมืองที่กระจายตัวออกไปจะเป็นผลดี เพราะรัฐธรรมนูญได้ส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมาก โดยแยกกัน ไม่ให้เกิดการผูกขาดกินรวบ พรรคที่ตั้งพรรคสำรองจะมีโอกาสก็ต่อเมื่อได้คะแนน ส.ส. เขต มาคำนวณ เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ก็ยอมรับ การมีพรรคการเมืองมากเกินไป ก็อาจเกิดปัญหาได้เหมือนกัน

ถัดจากนี้ ต้องจับตา ว่า เกมตามน้ำในสมการตัวเลขที่ซับซ้อนสำหรับคะแนนเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 60 ของบรรดาพรรคการเมือง จะลงเอย อย่างไร และจะยอมรับกันได้ หรือวุ่นวาย ขนาดไหน หลังปิดหีบเลือกตั้งปี62

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close