นายกฯรอปลดล็อกช่วงธ.ค.ให้พรรคหาเสียง

นายกรัฐมนตรี ย้ำรอปลดล็อกช่วง ธ.ค.ให้พรรคการเมืองหาเสียง เชื่อมีเวลาเพียงพอ ยังไม่ตัดสินใจอนาคตทางการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลจะดูแลให้ดีที่สุด หากบ้านเมืองสงบเรียบร้อยมีการพัฒนาอย่างมีหลักการทางวิชาการ มีแผนแม่บท มียุทธศาสตร์เชื่อว่าคงไม่วุ่นวายขนาดนี้ ซึ่งรัฐบาลนี้กำลังแก้ปัญหา จึงขออย่าให้การเมืองเข้ามาทำให้บ้านเมืองวุ่นวายในตอนนี้ ส่วนเรื่องของการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมนั้น ตนเองได้รับฟัง ข้อสังเกตุมา ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีก็มีการประชุมและได้รับข้อสังเกตุว่าติดล็อกตรงไหนบ้าง และมีมาตรการในการคลายล็อกในช่วงนี้ ซึ่งต้องสอดคล้องกับพ.ร.ป.ส.ส. และพ.ร.ป.ส.ว. ที่ออกมา และกำหนดให้มีผลบังคับใช้อีก 90 วันข้างหน้า หากนับไปก็จะอยู่ในช่วงวันที่ 16 ธันวาคม 2561 หลังจากนั้นจะต้องปลดล็อคให้มีการหาเสียง ดังนั้น ช่วงนี้ขอให้บ้านเมืองสงบก่อนได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน หากตนเองเป็นนักการเมือง คำสั่งที่ออกมานั้นเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำได้ หากทุกคนมีเจตนาทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข และหากต้องการเวลาที่จะหาเสียงมากขึ้น แต่ยังทะเลาะกันก็คงไม่ได้อะไร ส่วนเวลาที่มีหากทุกคนบอกว่ามีน้อย ทุกคนจะต้องแถลงนโยบายออกมาว่าจะทำอะไร สังคมยอมรับได้หรือไม่ และไปล้มล้างอะไรหรือไม่ สิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วหากจะไปเลิกแล้วประชาชนตอบรับสิ่งเหล่านั้นไปแล้วจะทำให้ประเทศชาติไปกันใหญ่ ความมั่นคงปลอดภัยทั้งชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์จะอยู่ตรงไหน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการคลายล็อกในตอนนี้พอเพียงแล้ว หากใครไม่พอไว้เป็นรัฐบาลก็ไปทำเอาเอง ส่วนการพบกับนักเมืองต้องรอปลดล็อกก่อนแล้วค่อยว่ากัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบ และไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นวันไหน ถึงเวลาตนเองจะพิจารณาเอง ส่วนความชัดเจนทางการเมืองของตนเองในอนาคตนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะมาสนใจอะไรกับตนเอง เพราะได้ระบุแล้วว่า ต้องรอหลังพ.ร.ป.ส.ส. และพ.ร.ป.ส.ว. มีผลบังคับใช้แล้วหลังจากนี้ไปถึงปีหน้า ก็หลังทั้งหมด ตนเองจะพูดเมื่อใดก็เป็นเรื่องของตนเอง และจะตัดสินใจเอง เรื่องอะไรจะออกมาให้โดนด่าตั้งแต่วันนี้ สื่อก็หาเรื่องตนเองได้ทั้งวันแหละ

จากนั้น นายกรัฐมนตรี พบปะกับประชาชนภายในหอประชุมประกายเพชร มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์ เพื่อมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชนและ หนังสือคู่มือการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชนตามนโยบายรัฐบาล กว่า 434 คน โดยนายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ให้การต้อนรับที่ดี และระบุว่าตนเองจะตอบแทนความรักของทุกคนกลับไปเป็นร้อยเท่า ซึ่งตนเองก็อยากพบทุกคนเช่นกัน และทราบดีว่ามีหลายเรื่องอาจจะไม่ทันใจประชาชนแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา 3-4 ปี ก็เริ่มต้นอะไรได้หลายอย่าง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า จากการชมนิทรรศการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้า พบว่ามีการวิจัยนำเมล็ดมะขามมาบดเป็นแป้ง เพื่อทำเป็นสารสกัดใช้ในเครื่องสำอางค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะ จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นเมืองมะขาม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังแนะนำคณะรัฐมนตรีที่มาลงพื้นที่ให้กับประชาชนได้รู้จักพร้อมบอกว่า ขอให้มองรัฐมนตรีเหล่านี้ว่าเป็นผู้มาช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นผู้ถือกฎหมาย หากไม่ใช้กฎหมายในการทำงานก็จะเป็นเรื่องที่ลำบากและอาจถูกฟ้องร้องภายหลังได้ แต่ยอมรับว่าปัจจุบันกฎหมายมีปัญหาทับซ้อนหลายประการทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังได้สอบถามประชาชนว่าเคยสงสัยหรือไม่ หลายคนที่มาจากการเมืองก็มีการลงพื้นที่และเคยรับปากประชาชน บอกว่าจะนำไปเสนอสู่รัฐบาลแต่กลับไม่มีเรื่องที่ผ่านการพิจารณา จึงขออย่ากลัวรัฐบาลชุดนี้ว่าจะไม่ดูแลประชาชนเพราะถึงแม้จะไม่มีแผนเสนอเข้ามาทางรัฐบาลก็มีแผนที่จะดูแลประชาชน ทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ซึ่งรัฐบาลหน้าต้องทำตามแบบนี้ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการปลดล็อคในเรื่องนี้ ทั้งเรื่องการปลดล็อคความคิดตนเองเพื่อไปสู่ส่วนรวม เพราะอยู่จังหวัดเดียวไม่ได้ และต้องเข้าใจการกระจายอำนาจ ที่หลายหน้าที่เป็นเรื่องของท้องถิ่นในการดำเนินการ และนำงบประมาณลงมาสู่พื้นที่ แต่การเก็บภาษีในท้องถิ่นกลับทำได้เพียง 100,000 ล้านบาท แต่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในพื้นที่ถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งในงบประมาณส่วนที่ขาดนี้คือภาษีของคนทั้งประเทศ ที่นำมาเติมให้ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ลงมารีดไถ จึงขออย่าให้ใครมาบิดเบือน เพราะงบประมาณมาจากภาษี และแต่ละจังหวัดรายได้ไม่เหมือนกัน จึงต้องช่วยกัน อย่าทิ้งจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ระยะต่อไปหากมีการปลดล็อกทางด้านการเมืองอาจจะทำให้ประเทศมีความยุ่งเหยิงขึ้นไปอีก ซึ่งตนเองจะไม่ยุ่งในเรื่องการเมือง และขออย่าให้การเมืองอย่ามายุ่งกับรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชน พร้อมกล่าวด้วยว่าว่าภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นก็ถูกถามเรื่องการปลดล็อก จึงอยากให้คนถามวันหน้ามาเป็น คสช. เอง

ส่วนการแต่งเพลงชื่อสะพานนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการสื่อความหมายว่า เพราะคณะรัฐมนตรีคือสะพานให้กับทุกคนให้เหยียบข้ามความขัดแย้งไป ไม่ใช่เพื่อไปล็อคอำนาจใคร สะพานของตนเองมีทั้งการตอกเสาเข็มให้แล้วเหลือแต่ทำบ้านให้แข็งแรง ซึ่งทุกคนคือส่วนประกอบของบ้านจึงขออย่าทำลายหรือเหยียบย่ำ ซึ่งทุกคนเกลียดตนเองได้ แต่ก็ขออย่าเกลียด และหากรักก็ขอให้รักนั้นนาน

นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีการเสนอโครงการเข้ามาทั้งหมด 75 โครงการ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบโครงการทั้งหมด ซึ่งรับไว้ในหลักการ โดย 50-60% อยู่ในแผนแม่บท อยู่แล้ว ดังนั้นต้องไปดูความเร่งด่วนของแต่ละโครงการ เพราะหากอนุมัติทั้งหมดจะใช้งบประมาณ กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งสำคัญที่สุดคือข้อเสนอโครงการระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาท – อินโดจีน เมาะลำไย หรือโครงการไลนแม็ค ( LIMEC) เพื่อเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา ไทย และลาว จะต้องดูความพร้อมของแต่ละประเทศด้วย เพราะจะต้องไปเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีหลายกลุ่มที่จะสอดคล้องกัน รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ของไทย

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับเรื่องการท่องเที่ยว ที่จะมีการเชื่อมโยงพัฒนาสนามบิน ซึ่งจะต้องผู้โดยสารว่าจะคุ้มค่ากับสายการบินที่จะลงทุนหรือไม่

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close