“ประสาร”มองไทยเหมือนผู้ป่วยเรื้อรัง

"ประสาร" มองไทย เหมือนผู้ป่วยเรื้อรัง ต้องเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เชื่อ ปชต.มีพลังเปิดกว้างมีส่วนร่วม

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลา ครั้งที่ 2 ประชาธิปไตยกับความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยว่า ประเทศไทยเหมือนผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง แม้หลายรัฐบาลจะพยายามให้ยาหลายขนานแต่ก็ยังไม่หายขาด ซึ่งสาเหตุมาจากประเทศไทยเผชิญกับปัญหาในหลายด้านซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าต้องเร่งแก้ไข คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มาจากทิศทางการพัฒนาที่มุ่งไปที่ปริมาณแต่ให้น้ำหนักการเติบโตน้อยไป ถือเป็นต้นตอความขัดแย้งของโลกรวมถึงในประเทศไทย ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการปะทะกันเพื่อแย่งทรัพยากรในทุกระดับ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำคือการกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นมากขึ้น ขณะที่ชุมชนควรเพิ่มความเข้มแข็ง เพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรและรายงานไร้ทักษะ รวมถึงคนระดับฐานรากเพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลงและสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ฐานกำลังคนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง ทำให้ในอนาคตคนไทยจะจนตอนแก่เป็นภาระให้กับวัยทำงาน ดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาคือประเทศไทยจะต้องมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานและเก่งอยู่แล้ว เช่นเกษตรแปรรูป อาหาร ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่โลกต้องการ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ และต้องปรับนโยบายแรงงานจากสังคมเป็นด้านเศรษฐกิจ เพราะวัยแรงงานจะน้อยลงเป็นสังคมผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลไกและบทบาทภาครัฐไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ซึ่งกลไกและบทบาทภาครัฐมีความสำคัญเพราะภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย กฏหมาย กฏเกณฑ์และกติกาต่างๆ ดังนั้น ภาครัฐควรกระจายอำนาจมากขึ้น ตลอดจนคำนึงถึงประสิทธิภาพและยั่งยืน และปฏิรูปกฏหมายเพื่อไม่ให้เป็นอุสรรคต่อเศรษฐกิจ

นายประสาร ยังกล่าวว่า ท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศกว่า 10 ปีคนไทยไม่น้อยกังวลใจกับสภาวะบ้านเมืองที่แบ่งฝ่ายและคนไทยอีกไม่น้อยเช่นเดียวกันที่อึดอัดกับการให้ถูกเลือกข้าง คือข้างที่ยังศรัทธาในประชาธิปไตยและข้างที่ความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยลดลง เห็นจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา นักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบเข้ามากุมอำนาจรัฐ และใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ ซึ่งแนวคิดประชาธิปไตยผิดหรือเราประยุกต์ใช้ประชาธิปไตยไม่ถูก แต่หากมองกว้างขึ้นในบริบทการเมืองโลก ผู้คนต่างตั้งคำถามว่าประชาธิปไตย สิ้นมนต์ขลังแล้วหรือไม่ หรือเกิดความบิดเบี้ยวที่จุดใด เห็นได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและการถอนตัวจากสมาชิกสหภาพยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจการค้าเสรีทำให้เกิดช่องว่างคนจึงไม่สนใจว่าผู้นำจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังเชื่อว่าประชาธิปไตยยังเป็นระบอบการเมืองที่มีพลัง เพราะยังเป็นระบอบที่เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้น ความศรัทธาในประชาธิปไตยที่สั่นคลอน อาจไม่ใช่เนื้อแท้ของประชาธิปไตย แต่อาจเกิดจากความเข้าใจที่ไม่สมบูรณ์และประยุกต์ใช้แบบขาดๆ ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งจะสำคัญแต่ก็เป็นแค่วิธีการที่นำไปสู่ประชาธิปไตยแต่ไม่ใช่เป้าหมาย ขณะที่เผด็จการไม่ได้มาในรูปแบบของทหารเท่านั้นแต่อำนาจในทางเศรษฐกิจและความได้เปรียบทางสังคมเป็นเผด็จการที่น่ากลัว

สำหรับคุณสมบัติของผู้นำในระบอบประชาธิปไตย จะต้องมีความสามารถในการหาในการหาจุดร่วมในความต่างประสานจุดแข็งของแต่ละคนเข้าหากันและรับฟังความคิดเห็นโดยเฉพาะความคิดเห็นของผู้เห็นต่าง ขณะที่การสร้างการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและการมีเศรษฐกิจที่เปิดกว้างเป็นธรรมต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพราะยากที่จะแก้เรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ ควรมองประชาธิปไตยในลักษณะกระบวนการพัฒนาที่มีความต่อเนื่องไม่ใช่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งและไม่ใช่แค่การเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ควรมองให้ลึกถึงปัจจัยที่จะนำประชาธิปไตยไปสู่เป้าหมายได้

ข่าวน่าสนใจ

Close