สูตรพิศดารคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ตัวแปรตั้งรบ.

การเลือกตั้งผ่านมาแล้ว 11 วัน แต่ตัวเลข และความชัดเจนเรื่องจำนวน ส.ส. ยังไม่เกิดขึ้น เพราะ กกต. กำลังติดกับดัก เรื่องสูตรคำนวนปาร์ตี้ลิสต์ ที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญวางไว้ให้ แถมนักวิชาการยังตีความกันไปคนละทิศคนละทาง

นับตั้งแต่มีการนับคะแนน ส.ส.แบ่งเขต หลังปิดหีบ และมีการรายงานสรุปผลคะแนนที่ 90 กว่า% บรรดานักวิชาการ รวมทั้งสื่อก็ได้มีการคิด คำนวณตัวเลข ส.ส.บัญชีรายชื่อไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 กันไปบ้างแล้ว ตาม (1), (2),(3) และ (4) ว่าแต่ละพรรคจะไป ส.ส.ประมาณกี่ที่นั่ง และเป็นที่มาของการจับขั้ว 7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย 255 เสียง

ต่อมาเมื่อมีการประกาศผลนับคะแนน 100% มีการเปิดเผยถึงวิธีการคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อีกรูปแบบหนึ่ง ที่คิดตาม มาตรา 128 เช่นกัน แต่ยาวไปจนถึง (7) ที่จะมีการปัดเศษตามจุดทศนิยม เนื่องจากการโอเวอร์แฮงค์ของจำนวน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ที่ได้ แบบแบ่งเขตมาถึง 137 ที่นั่ง เกินจาก ตัวเลข ส.ส. พึงมีพึงได้มาถึง 26 คน คิดไปคิดมาในสูตรนี้ ตามคำนิยมของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มุ่งหวังให้ทุกคะแนนเสียงมีค่า ไม่ตกทิ้งน้ำ ปรากฏว่า กลายเป็นมีพรรคเล็ก พรรคย่อย ที่มีคะแนนตั้งแต่ 3 หมื่นกว่า เป็นต้นไป จนถึงพรรคที่มีคะแนนเสียง เท่ากับคะแนนกลาง 7.1 หมื่นที่นำมาหารคิดคำนวณตัวเลข ส.ส. พึงมีพึงได้ อีก 10 กว่าพรรค ได้พรรคละ 1 ที่นั่งด้วย และทำให้ ตัวเลขสมการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตย ที่เคยรวมกันไว้ 255 เสียงมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา จนนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ต่างๆ นาๆ ว่า กกต. กำลังหาทางช่วยอีกฝ่ายให้จัดตั้งรัฐบาล จนทำให้ยังไม่มีการสรุปใดๆ ออกมาเกี่ยวกับความชัดเจนของสูตรคิด

จนกระทั่งล่าสุดวานนี้ กกต. มีการเชิญฝ่ายกฏหมายของตัวเอง รวมถึง เชิญ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ที่ไปทำหน้าที่ เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ออกแบบ ต้นคิดวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ เพื่อสอบถามความชัดเจนว่าสูตรการคิดคะแนนที่แท้จริงเป็นอย่างไร และนายประพันธ์ นัยโกวิท ก็ได้ชี้แจงว่า สูตรคิดตายตัวมีแค่สูตรเดียวและ กกต. ก็มีอยู่แล้ว เพราะ กกต. เป็นผู้เสนอไป บนหลักการคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ อีกทั้งมีการเผยแพร่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย ก่อนที่ช่วงค่ำ
มีการรายงานถึงความน่าจะเป็นของจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่า คิดตาม มาตรา 128 (5) ที่ระบุให้นำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต่ำกว่าจำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้นพึงมีพึงได้ตาม (2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใด มี ส.ส. เกินจำนวนที่จะพึงมีพึงได้ตาม (2), ม. 91 (4), ม. 128 (5) และในตัวอย่างการคำนวนที่มีการเผยแพร่ เมื่อเดือน ก.ย. 2561 ไม่ได้นำพรรคที่ไม่มี ส.ส.เขต มาคำนวณด้วย และหากเป็นแบบนี้ก็จะเหลือเพียง 8 พรรค ที่ได้ ส.ส.เขตเท่านั้น มีที่นั่งในสภา

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 สูตรที่มีการเสนอมานี้ ล้วนอิงตามข้อกฏหมาย และอิงแนวทางที่ กรธ. เคยคิดไว้ ทั้งสิ้น แต่ผลลัพธ์มีความแตกต่างกัน และในผลลัพธ์ทั้ง 3 แนวทางนี้ มีถึง 2 แนวทางที่เปลี่ยนสมาการตั้งรัฐบาล จากฝ่ายประชาธิปไตย ที่มีเสียงข้างมากจากสูตรแรก มาเป็นอีกฝ่ายได้เปรียบ ดังนั้น ในกฏหมายกำหนดชัดว่าอำนาจเป็นของ กกต. ก็ต้องมาลุ้นกันนว่า กกต.จะตัดสินใจอย่างไร กับสูตรพิศดารนี้ ………

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close