ศิริราชจับมือกรมสรรพสามิต

ศิริราชจับมือกรมสรรพสามิต เพิ่มประสิทธิภาพแอลกอฮอล์เพื่อการแพทย์และสาธารณสุข พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย สนองนโยบายสาธารณสุข 4.0

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 61 ณ ห้องประชุม 910 ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ร่วมทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อการแพทย์และสาธารณสุขไทย ในการร่วมกันวิจัยและพัฒนาแอลกอฮอล์เพื่อการแพทย์และสาธารณสุข สู่การยกระดับการใช้แอลกอฮอล์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการดูแลสาธารณสุขต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความร่วมมือทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพ การวิจัย และความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและเป็นเวชภัณฑ์พื้นฐาน ทั้งในทางการแพทย์และในชีวิตประจำวันของคนไทย สำหรับโรงพยาบาลศิริราช แอลกอฮอล์ถือได้ว่ามีบทบาทที่สำคัญมาก สำหรับการรักษาพยาบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องทั่วไปอย่างการทำความสะอาดแผล ฆ่าเชื้อโรค ฉีดยา และการนำมาใช้ทำความสะอาดป้องกันอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับบุคลากรการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล แพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้แอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดมือและอวัยวะอื่นๆ เพื่อป้องกันตัวเอง เพราะบุคลากรเหล่านี้ เปรียบเสมือนสื่อกลางของการติดต่อของโรคต่างๆ ได้ เนื่องจากประชาชนที่เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลในแต่ละวันมีจำนวนสูงมาก ทำให้งานด้านการป้องกันและควบคุมโรคจึงมีความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับแรก

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะของหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ร่วมมือกับกรมสรรพสามิต ในการวิจัยและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเวชภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ให้ตอบโจทย์การใช้งานด้านสาธารณสุขได้ในทุกรูปแบบ มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น ควบคุมคุณภาพ มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้อง อันเป็นหัวใจหลักของการให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งจะนำมาสู่การใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล

ศิริราชหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถพัฒนาคุณภาพของแอลกอฮอล์เพื่อใช้ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ตลอดจนการใช้สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในเชิงสาธารณสุขได้”

ด้านนายธรรมศักดิ์ ลออเอี่ยม ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กรมสรรพสามิต กล่าวว่า “ในส่วนของกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ผลิตแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลมาโดยตลอด ปัจจุบันทางกรมฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุขระยะ 20 ปี ที่ส่งเสริมในด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ รวมทั้งการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพให้กับประชาชน จึงได้มีการพัฒนาบทบาทของหน่วยงานในสังกัดเพิ่มเติม สำหรับเข้ามาดูแลงานด้านการพัฒนาแอลกอฮอล์เพื่อการสาธารณสุข (Alcohol For Public Health)โดยเฉพาะ ได้แก่ LDO ( Liquor Distillery Organization ) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการผลิตแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพและมีความหลากหลาย รวมถึงวิจัยและคิดค้นผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อการสาธารณสุขในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น อาทิ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ แอลกอฮอล์สเปรย์ เป็นต้น

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นการจับมือกันระหว่างผู้ใช้ คือโรงพยาบาลศิริราช กับ LDO ซึ่งเป็นผู้ผลิต ซึ่งถ้าเราทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้หลัก ได้แก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เราจะสามารถผลิตแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติที่ดี ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ในราคาที่ถูกลง นอกจากนี้ LDO ได้มุ่งหวังที่จะส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์ซึ่งมีมากมายหลายประเภท มีความเหมาะสมตามการใช้งานที่แตกต่างกัน ให้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ผ่านศูนย์ข้อมูลแอลกอฮอล์สำหรับประชาชน (Alcohol Information Center) ทางเว็บไซต์ www.liquor.or.th และช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook : ldo.fanclub
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ”

การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อการแพทย์และสาธารณสุขไทย ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับว่าเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ที่ได้พยายามสร้างสรรค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงนโยบายและบริบทต่างๆอันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในหลากหลายมิติ ความร่วมมือดังกล่าวนี้ จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close