ผลวิจัยชี้ผู้หญิงวัยทำงาน1คนดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวอีก2คน

นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เผยผลวิจัยพบผู้หญิงวัยทำงานเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพระดับครัวเรือน ย้ำความต้องการข้อมูลด้านสุขภาพ สสส.แนะให้หน่วยงานด้านสุขภาพช่วยกันสร้างสรรค์เนื้อหาออนไลน์ที่ถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมิทธิ์ บุญชุติมา คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัย เผยผลการสำรวจผู้หญิงวัยทำงานอายุ 15-60 ปี จำนวน 1,074 คน พบว่าผู้หญิงวัยทำงาน 1 คนมีบทบาทในการดูแลสุขภาพของคนรอบข้าง 2.2 คนโดยเฉลี่ย ซึ่ง ร้อยละ 34.9 ของผู้หญิงวัยทำงานดูแลแม่ของตนเอง ร้อยละ 31.7 ดูแลลูก และร้อยละ 30.4 ดูแลสามี

ผู้หญิงวัยทำงานร้อยละ 91.5 เข้าถึงไลน์ เฟซบุ๊ก และยูทูป ผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ ทุกวัน และรับทราบข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางดังกล่าว เนื้อหาที่ผู้หญิงวัยทำงานต้องการ ได้แก่ การใช้เวลากับครอบครัว การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุการเป็นพ่อแม่ที่ดีการช่วยเหลือสังคม การส่งเสริมการมีน้ำใจ การให้คำแนะนำ การให้กำลังใจการออมเงิน การเพิ่มรายได้ด้วยอาชีพเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายการพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมคนพิการ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าผู้หญิงวัยทำงานนอกจากจะต้องการดูแลสุขภาวะของตนเองและบุคคลในครอบครัวแล้ว ยังมีความสนใจและต้องการข้อมูลที่จะใช้ในการดูแลสุขภาวะของบุคคลอื่น ๆ ในสังคม ตลอดจนสภาพแวดล้อมอีกด้วย

นอกจากนี้ หัวหน้าโครงการวิจัยยังเพิ่มอีกว่า จากการรวบรวมข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเครื่องมือZocial Eye เป็นระยะเวลา 90 วัน (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน –30มิถุนายน 2561) จำนวน 1.6 ล้านข้อความ พบว่าผู้หญิงแสดงการมีส่วนร่วมมากกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยร้อยละ23.5โดยทำการกดไลค์แสดงความคิดเห็นและแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสุขของครอบครัว เป็นอันดับหนึ่งรองลงมาคือ การพัฒนาความสุขจากภายในจิตใจ อันดับ3 คือการผ่อนคลายความเครียด คิดเป็นร้อยละ 71.1, 66.3 และ 66.4 ตามลำดับในขณะที่ผู้ชายจะกดไลค์แสดงความคิดเห็นและแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือสังคม เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ การบริหารจัดการเงินอันดับ3 การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คิดเป็นร้อยละ 47.9, 43.8 และ 40.1 ตามลำดับ

คุณหมอชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กล่าวว่า ผลการวิจัยนี้ชี้ชัดเจนว่าการส่งเสริมความรู้ทางสุขภาพให้ผู้หญิงจะทำให้การส่งเสริมสุขภาพในองค์กร หรือ Happy Workplace บรรลุเป้าหมายได้ เพราะผู้หญิงในองค์กรภาครัฐ เอกชน โรงงาน และสถานประกอบการล้วนเป็นผู้ที่ศักยภาพในการจัดการข้อมูลสุขภาพ ตั้งแต่การค้นหา กลั่นกรอง นำไปใช้ประโยชน์ และส่งต่อ ซึ่งต่อจากนี้จะเร่งให้หน่วยงานภาคีต่าง ๆ ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงวัยทำงานอย่างจริงจัง แนะให้ช่วยกันสร้างสรรค์เนื้อหาออนไลน์ที่ถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย

ดร.สิริกร มณีรินทร์ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนาการเรียนรู้ กล่าวว่า การส่งเสริมให้ผู้หญิงวัยทำงานมีความรู้ในการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องจะทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดูแลสุขภาพได้อย่างยั่งยืน

 

ศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บทบาทของผู้หญิงไทยในการเป็นผู้นำมีมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนมีคำที่ใช้ยกย่องบทบาทสตรีอยู่หลายคำ เช่น คำว่า “แม่บ้าน” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและจัดการทุกอย่างในบ้าน รวมถึงเรื่องสุขภาพของสมาชิกที่อยู่ในบ้าน ซึ่งตอนนี้ก็ขยายไปถึงสมาชิกในองค์กร เพราะหน่วยงานต่าง ๆ มีผู้หญิงทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นบทบาทของผู้หญิงในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ และบทบาทการเป็นผู้ส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงานก็เป็นบทบาทหนึ่งของผู้หญิงซึ่งมีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมด้านสุขภาพได้อย่างมาก

อนึ่ง การศึกษาวิจัยนี้มูลนิธิสถาบันพัฒนาการเรียนรู้และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ดำเนินโครงการภายใต้การสนับสนุนงบประมาณ โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ข่าวน่าสนใจ

Close