จดทะเบียนธุรกิจ เม.ย. โต16%ตามGDP (รายงานพิเศษ)

การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ถือเป็นหนึ่งใน ดัชนีสะท้อนความเชื่อมั่นและการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ หากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจมักขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

โดย สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงเดือนเมษายน มีผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวนทั้งสิ้น 5,944 ราย เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2561 ที่มีจำนวน 5,120 ราย เพิ่มขึ้น จำนวน 824 ราย คิดเป็นร้อยละ 16 ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความมั่นใจของผู้ประกอบการต่อภาวะเศรษฐกิจไทยได้ในระดับหนึ่ง

โดยประเภทธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 486 ราย คิดเป็น ร้อยละ 8 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 387 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 163 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ซึ่งมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ ทำให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ประเภท ก่อสร้างอาคารทั่วไปและอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ ธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวน 26,694 ราย เพิ่มขึ้น จำนวน 1,525 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 67,391 ล้านบาท

และจากการประเมินอัตราการเติบโตของ GDP และแนวโน้มด้านเศรษฐกิจ ทิศทางการประกอบธุรกิจรวมไปถึงแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจตามฤดูกาล คาดว่าในเดือนพฤษภาคม 2562นี้ จะมีสถานการณ์การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มสูงขึ้นจากเดือนเมษายน และมียอดสะสม ในช่วง 5 เดือนแรกของปี ไม่น้อยกว่า 32,000 ราย และตลอดทั้งปีจะมียอดการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมาจำนวนกว่า 70,000 ราย

และจากความเชื่อมั่นของการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลทำให้มีผู้ประกอบธุรกิจต่างด้าว ขออนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวนเพิ่มมากขึ้น ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยในเดือนเมษายน มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น 38 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้นกว่า 9,800 ล้านบาท

ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 12 ราย เงินลงทุนกว่า 2,197 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 5 ราย เงินลงทุน 825 ล้านบาท และจีน 4 ราย เงินลงทุน 342 ล้านบาท

ข่าวน่าสนใจ

Close