ในสิ่งที่ทำ และคิดจะทำต่อไป กับ “กนกวลี” นายกสมาคมนักเขียนฯ

ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมากับการดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยของ “กนกวลี” และจะหมดวาระการทำหน้าลงในวันที่ 31 มกราคม 2562 นี้ อะไร? คือสิ่งที่เธอทำ และมุ่งหวังที่จะทำให้กับวงการนักเขียนต่อไป …

นางกนกวลี พจนปกรณ์ กันไทยราษฎร์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในระยะเวลา 2 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ทางสมาคมนักเขียนฯ ได้ขับเคลื่อนงานต่างๆ มากมาย โดยในระยะแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง มีแนวคิดที่อยากทำในเรื่องสวัสดิการนักเขียน พยายามหาว่ามีช่องทางใดที่ทำให้นักเขียนมีสวัสดิการที่ดีขึ้น มีระบบมากขึ้น ส่วนในเรื่องการสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพของนักเขียนทางสมาคมนักเขียนฯ พยายามทำให้นักเขียนทั้งหลายได้มองเห็นภาพรวมด้วยการจัดเวทีการพูดคุยกัน โดยในระยะที่ผ่านมาได้จัดเสวนาไปหลายครั้งถึงภาวะโดยรวมของการอ่านการเขียน ณ ปัจจุบัน ซึ่งทางสมาคมนักเขียนพยายามชี้แจงให้เห็นถึงความสำคัญของ content ที่จะต้องนำมาแข่งขันกัน ประกอบกับทางสมาคมนักเขียนฯเองมีโรงเรียนนักเขียน โดยพยายามเอาเนื้อหาในการเขียน หรือที่เรียกว่า content บรรจุเข้าไปเพื่อให้ได้มองเห็นภาพที่ชัดเจน

สำหรับการการทำงานติดต่อกับต่างประเทศ ทางสมาคมนักเขียนฯ เล็งเห็นว่างานเขียนของไทยหรือความเคลื่อนไหวของต่างประเทศเกิดการปฏิสัมพันธ์กันขึ้นมา มีเรื่องราวที่จะต้องเชื่อมโยงถ่ายทอดถึงกันและกัน เช่น “รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง หรือ แม่น้ำโขงอวอร์ด (Mekong River Literature Award : MERLA)” ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติสำหรับคนวรรณกรรมในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงโดยมีสมาชิกชาติต่าง ๆ ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมา จีน (ยูนนาน) และ ไทย ที่จัดขึ้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2560 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ทางสมาคมนักเขียนฯ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนจนประสบความสำเร็จ ทำให้รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขงเป็นที่รู้จัก และหวังว่ารางวัลนี้เป็นตัวเชื่อมโยงถึงกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิด วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระหว่างกัน เพื่อที่จะได้เห็นภาพการทำงาน การอ่าน การเขียน ของแต่ละประเทศ งานวรรณกรรมแม่น้ำโขงยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ได้เผยแพร่ผลงาน ได้แลกเปลี่ยน ได้เห็นถึงการทำงานที่เกาะเกี่ยวกัน โดยมุ่งหวังให้นักเขียนไทยเห็นภาพเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลต่างๆ ทางสมาคมนักเขียนฯพยายามจะกระจายอยู่ในหลายๆ กลุ่ม และในโครงการต่อไปที่ทางสมาคมนักเขียนฯ อยากให้เกิดขึ้นคือการพานักเขียนไทย ไปพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดทางเรื่องราวของวรรณกรรม ระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้มองว่างานเขียนของไทยนั้น ในรูปแบบการนำเสนอ มีการพัฒนาไปเยอะมาก

“และทุกครั้งที่เราได้ไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน จะมีการพูดคุยซักถามถึงปัญหา ความเป็นไปในประเทศของเขาว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร โลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไป มีผลกระทบอะไรกับระบบการอ่านการเขียนไหม ซึ่งคำตอบที่ได้มีมากมีน้อยก็ว่ากันไป แต่ละประเทศมีนโยบายยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นว่าประเทศเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากประเทศของเขาเองในเรื่องการอ่านอ่านเขียน ในขณะที่เราย้อนกลับมามองตัวเราเอง ทำให้รู้สึกว่าเราทำกันเองแบบตามลำพังกันอยู่ ทำด้วยตัวของนักเขียนเองตามลำพัง”

นางกนกวลี ยังกล่าวว่า สถานการณ์มาถึงปีที่ 2 ของการอยู่ในวาระ เริ่มมองเห็นถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าเซ็นสนธิสัญญามาร์ราเคชของรัฐบาล โดยสนธิสัญญามาร์ราเคช มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสิ่งพิมพ์สำหรับคนตาบอด ผู้มีความบกพร่องทางการเห็น หรือคนพิการ ทางสื่อสิ่งพิมพ์

“จริงๆ แล้วทางเราก็ไม่ได้คัดค้านหรือต่อต้านอะไร เห็นด้วยและเห็นใจผู้พิการทางสายตา ต้องย้ำว่าผู้พิการทางสายตาเพราะทางมาร์ราเคชกำหนดไว้แค่ผู้พิการทางสายตา ที่อยากให้มีการเข้าถึงเพราะพวกเค้าไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึง เรายินดีถ้าจะนำงานวรรณกรรมไปทำอักษรเบรลล์ แต่เนื่องจากกฎหมายประเทศไทยกลับกลายเป็นว่าการตีความกว้างเกินกว่าที่ทางมาราเคชกำหนดขึ้นมา แทนที่จะเป็นผู้พิการทางสายตาก็กลายเป็นผู้พิการเกือบทุกประเภทตามการบัญญัติของคำว่าผู้พิการของกระทรวงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เลยทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองในเรื่องของลิขสิทธิ์ให้กับผู้สร้างสรรค์งาน ในขณะที่ อาชีพด้านงานเขียนวรรณกรรม สถานการณ์โลกก็ย่ำแย่อยู่แล้วจากการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่เรียกว่าดิจิทัลเข้ามา เมื่อมาเจอกรณีนี้ซ้ำซ้อนเข้าไปอีก แต่ไทยก็ไม่มีนโยบายหรืออะไรเลยที่จะมาปกป้องคุ้มครองดูแลหรือทดแทน ซึ่งการทดแทนอะไรที่ว่านี้ขออย่าเข้าใจผิดเราไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย จะทำในรูปแบบไหนก็ได้ที่ให้คนทำงานด้านนี้ชื่นใจสักนิด เห็นถึงความจริงใจ ปรารถนาดีว่าคุณดูแลเราอยู่ แต่มิใช่ว่าจะทำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ทางสมาคมนักเขียนฯ เอง ก็กลับมามองว่าเป็นเรื่องที่พวกเรานักเขียนต้องยืนบนขาตัวเองแล้ว มันไม่ไหวแล้วที่จะรอรับความช่วยเหลือ หรือรอให้ใครมาเห็นใจในอาชีพนักเขียน อันนี้แหละที่ทำให้คิดต่อไปว่ากรรมการชุดใหม่อยากให้ใส่ใจดูแลในเรื่องของนักเขียน

ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระบวนการของการทำคู่มือ เรียกว่าประกาศของกระทรวงที่จะประกาศสำหรับเป็นคู่มือในการใช้คู่กับกฎหมาย อยู่ระหว่างการร่าง ซึ่งการร่างสำคัญเพราะต้องใช้ถ้อยคำภาษาที่ครอบคลุม ปกป้อง คุ้มครอง ดูแลลิขสิทธิ์ด้วย โดยมีระยะเวลา 120 วัน ซึ่งตามกรอบกำหนดต้องแล้วเสร็จประมาณกลางเดือนมีนาคม ทางสมาคมนักเขียนฯ มีทีมนักกฎหมายเป็นที่ปรึกษาที่จะเข้าไปดูแลถ้อยคำในภาษากฎหมาย ที่เป็นภาษาเฉพาะ”

นอกจากนี้ นางกนกวลี มองว่า ในศตวรรษที่ 21 หรือยุค 4.0 ที่นักเขียนสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ควรที่จะนำผลงานออกสู่สากลโดยตัวนักเขียนเอง แต่การที่จะออกไปได้ตรงนี้ต้องรู้ก่อนว่าโลกในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างไร เนื้อหาสาระหรือความสนใจของโลกหรือว่าสนใจเรื่องอะไร ดังนั้นนักเขียนต้องมาดูว่า content ที่จะนำเสนอ รวมถึงอัตลักษณ์ที่นานาชาติหรือสากลต้องการ เพราะฉะนั้นเรื่อง content การมองมุมกว้างของความเป็นไปของโลกเป็นสิ่งสำคัญที่นักเขียนจะต้องตระหนักพัฒนา content แต่ทั้งนี้ถ้ามีเนื้อหาสาระ หรือ content ที่ดีแล้ว แต่ตัวนักเขียนยังมีกลวิธีในการจัดการงานว่าจะจัดการยังไงถึงจะไปถึงจุดหมายได้ ทางสมาคมนักเขียนฯ มองว่าถึงเวลาแล้ว ที่ต้องจัดสรรข้อมูล จัดสรรเนื้อหา

“ณ วันนี้ อีกประการหนึ่งที่นักเขียนจะต้องตระหนักคิดของงานที่สร้างสรรค์จากปัญญาความคิด คือในศตวรรษที่ 21 หรือในโลกดิจิทัล ลิขสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือว่ามูลค่าของงานที่สร้างสรรค์จากปัญญา จากความคิดไม่ได้อยู่แค่ตัวตัวอักษร แต่กลับสามารถแตกแขนงออกไปได้หลายอย่างและไม่ได้เป็นภาพเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว ยังไปสู่เรื่องของคาแรคเตอร์ที่จะสามารถนำไปสร้างสินค้าได้ ตั้งแต่ของเล็กยันของใหญ่ ภาษาโบราณเรียกว่าสากกะเบือยันเรือรบ สร้างได้สารพัด เรานึกถึงนักเขียนต่างประเทศ อย่าง เจ เค โรว์ลิ่ง นักเขียนชื่อดังระดับโลก ผู้สร้าง แฮรี่ พอตเตอร์ แต่เค้ามีคาแรกเตอร์ตัวละครที่มีลักษณะโดดเด่น ที่สามารถนำไปทำอะไรก็ได้ตั้งเยอะ แต่นักเขียนของไทย อีกหลายท่านที่มีตัวละครที่เป็นรู้จักแพร่หลายน่าจะนำมาทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านั้น เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันคิดรูปแบบวิธีการทำ รวมถึงระบบการตลาด

เมื่อนำผลงานออกสู่สากลและรู้ว่าสามารถนำออกได้หลายทาง ก็จะเชื่อมโยงไปยังเรื่องของลิขสิทธิ์ ถึงวันเวลาแล้วที่นักเขียนจะต้องรู้ว่าลิขสิทธิ์สำคัญที่สุด นักเขียนจะต้องตระหนักและใส่ใจ และ การไปด้วยกันเป็นทีม ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาคมนักเขียนฯในยุคต่อไปที่ควรจะทำ ควรจะมีระบบต่างๆ ให้นักเขียน เป็นตัวกลาง ศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลทั้งหลายของนักเขียนแต่ละคนรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ของสมาคมนักเขียนฯ รวมถึงการจัดการหาคนมาอบรมให้ คิดให้ ชี้ช่องทางให้กับนักเขียน

ส่วนเรื่องของกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะตอนนี้มีเรื่องของสนธิสัญญามาราเคซเข้ามา ซึ่งจะตัวสำคัญที่สุดที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าถึงเวลาที่เราต้องรู้กฎหมายเพราะฉะนั้นสมาคมนักเขียนจะมีทีมของนักกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ที่จะคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับเหล่านักเขียนทั้งหลาย

สำหรับวิกฤตสื่อกับงานวรรณกรรม ยอมรับว่าความคิดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาจากสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะบางครั้งมีความรู้สึกว่ามันน่าจะอยู่ได้ ยังมีคนอ่านหนังสืออยู่ แต่บางจังหวะก็มาคิดว่าอ่านจริงหรือเปล่า คนเริ่มเบื่อที่จะอ่าน คนเริ่มไปดูสื่ออย่างอื่นทดแทน อย่างเรื่องงานวรรณกรรมแต่ก่อนอ่านวรรณกรรมด้วยความสุข แต่ในคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่ได้เติมโตมากับการอ่าน แต่เติบโตมากับการดู การฟัง ฉะนั้นเมื่อโตขึ้นมาเจอสื่อดิจิทัลที่มาพร้อมกันสองอย่างในอันเดียวกัน มันตอบโจทย์พวกเค้าได้ เพราะฉะนั้นการอ่านอย่างเดียวที่ใช้สายตา ใช้สมาธิ ใช้ความสนใจ จดจ่อกับเนื้อหามันเหมือนจะถูกตัดตอนหายไป มองการอ่านของคนรุ่นใหม่อ่านกว้าง อ่านหว่าน ไม่ลงลึก ทั้งๆ ที่สื่อดิจิทัลมีทุกอย่างให้เลือก แต่อาจจะมีจนเยอะเกินไปทำให้คนเลือกอ่านนิดเดียว ดูภาพ เอาแค่พอรู้ ข้อมูลหาง่าย ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากมาย แต่เมื่อไหร่ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกถึงจะย้อนกลับมาอ่าน แต่คนรุ่นเก่าจะมีการเก็บสะสมไว้ นี่แหละน่าจะเป็นตัวแปลสำคัญ แต่เชื่อว่าการอ่านก็ยังคงอยู่ งานวรรณกรรมดีๆ ก็ยังมีคนอ่าน แต่มีพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไป ในยุค 4.0 นักเขียนก็ต้องรู้จักนำสื่อมาใช้ในการปรับตัว ซึ่งต้องใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูกต้อง”

ทางสมาคมนักเขียนฯมีความมุ่งมั่น และพยายามเต็มที่ เพื่อให้สมาคมนักเขียนฯเป็นของนักเขียนทุกคน เป็นของนักเขียนทุกประเภท ทุกกลุ่ม เมื่อมีกิจกรรมพยายามที่จะชักชวนกันมาเพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกันที่สำคัญคืออยากให้ทุกคนเปิดใจหากัน ทุกคนต้องช่วยกัน

“อยากให้อาชีพนักเขียนมีความหมาย มีความหวัง มีความก้าวหน้า ทุกคนต้องช่วยกัน สองปีที่ผ่านมาทางสมาคมนักเขียนฯเปิดกว้างเพื่อรับฟังปัญหาทุกปัญหาของนักเขียน ทางสมาคมนักเขียนมองว่าไม่ว่าอะไรที่เป็นช่องทางที่เป็นประโยชน์กับอาชีพนักเขียน ทางสมาคมนักเขียนฯก็จะพยายามทำให้เต็มที่ และอยากให้นักเขียนมองไปข้างหน้าว่าอะไรที่เข้ามาใหม่ และเราจะไปด้วยกันในรูปแบบไหน อยากให้เห็นว่า ณ วันนี้อย่ามองแค่งานเขียน ถ้ามองว่าการอ่านการเขียนที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์กำลังเป็นปัญหา ให้มองใหม่ว่าความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่มีอยู่ สามารถนำมาพัฒนาและต่อยอดไปเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ยังมีช่องทางอื่นอีกแน่นอน งานหลายๆ งาน มีต้นทางมาจากความคิดของนักเขียน มาจากงานวรรณกรรม เพราะฉะนั้นนักเขียนต้องตระหนักรู้ว่าเราสามารถจะหาประโยชน์ได้โดยที่เราไม่หลงกลเสียประโยชน์ให้คนอื่น มาอาศัยโอกาสของเรา

1.พัฒนางานเขียนด้วยกันด้วยการดูแล content ดูแลวิธีการเขียน
2.กระบวนการจัดการ
3.รับรู้ลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่ตนเองมี
4.ความร่วมมือขององค์กรหน่วยงานต่างๆ ที่จะร่วมมือกันเดินไป

ถ้าทำตามสี่ข้อนี้จะทำให้อาชีพนักเขียนมีพลัง ซึ่งถ้ามีพลังแล้วก็สามารถที่จะทำให้พวกเราได้ประโยชน์จากพลังตรงนี้มาเยียวยาสถานการณ์ของภาวะการอ่านการเขียนในปัจจุบันนี้ได้” นางกนกวลี กล่าวทิ้งท้าย

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close