เส้นทางมังกรผงาด-ชาตินวัตกรรมสู่มหาอำนาจโลก

โมเดลจีน 40ปี ลบภาพถูกขนานนาม"คนป่วยแห่งเอเซีย"สู่เส้นทางมังกรผงาด- ชาตินวัตกรรมเทคโนโลยีก้าวล้ำนำหน้านานาชาติ"

หากพูดถึงจีนนาทีนี้ภาพความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี สุดยอดนวัตกรรมใหม่ๆของจีน ชนิดที่เรียกได้ว่ามีออกมาให้โลกตะลึงไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านการคมนาคมอย่างรถไฟความเร็วสูง การผลิตและเป็นประเทศส่งออกเครื่องบิน แม้แต่การเปิดตัวผู้ประกาศข่าว AI คนแรกของโลก เขย่าวงการสื่อสารมวลชนทั่วโลก ล่าสุด เรียกได้ว่าจีนได้กลาย”สังคมไร้เงินสด”ไปแล้ว หากเราเดินไปตามท้องถนนในประเทศจีน เราจะพบกับ QR Code มากมาย ที่กลายเป็นเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวจีนให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเพียงใช้มือโทรศัพท์มือถือ

 

ดร.อักษรศรี พานิชสาสน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาลัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง กล่าวบรรยายในหัวข้อ”โมเดลจีน 40ปีเส้นทางมังกรผงาดและเป็นชาตินวัตกรรมได้อย่างไร ให้กับสื่อมวลชนที่เข้าร่วม”อบรมหลักสูตร “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” “The modern China: What should Thai people know about?” ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2561 ที่ โรงแรมเดอะไทด์ บางแสน จ.ชลบุรี โดยขอหยิบยกบางช่วงบางตอนที่ฉายภาพความการเปลี่ยนแปลงของจีนช่วงระยะเวลา40ปี สมัยผู้นำอย่าง”เติ้งเสี่ยวผิง”และ”สีจิ้นผิง”

 

ในช่วงระยะเวลา40ปี จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเศรษฐกิจจีนอย่างชัดเจน โดยจีนใช้เวลาเพียง 12 ปี สามารถทำให้ GDP เพิ่มขึ้นเท่าตัวได้ จาก 317 ขยับเป็น 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ หากเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ ต้องใช้เวลาถึง 150 ปี ประเทศเยอรมัน ใช้เวลา 65 ปี สหรัฐอเมริกา 53 ปี และญี่ปุ่น 33 ปี ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าปี 2010 ตัวเลข GDP ของจีน ได้ก้าวกระโดดแซงหน้าประเทศญี่ปุ่น และอีก 5 ปี ถัดมา GDP ของจีนปรับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 4,500 ดอลาร์สหรัฐ เป็น 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ GDP รายได้ต่อรายหัวของประชากรจีนปี 2015 เติบโตอย่างก้าวกระโดดและแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทย GDP ยังติดกับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle income Track

 

ล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้ ประธานาธิบดี “สีจิ้นผิง” ผู้นำสูงสุดของจีน ได้ประกาศว่าจะทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตเป็นเท่าตัวภายในปี 2020 หรืออีก 2ปีหน้า ประชาชนจีนจะมีเงินรายได้ 15,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี (ประเทศไทย GDP ยังอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 บาท ต่อคนต่อปี)

หากย้อนกลับไปดูขณะที่ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกในยุคของ ” เหมาเจ๋อตุง” ภายใต้นายกรัฐมนตรี “โจวเอินไหล” โดยระหว่างนี้เศรษฐกิจจีนไม่โตเป็นระยะเวลา 30 ปี ประกอบกับเนื่องจากเหตุการณ์ปี 1989 ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ทำให้เศรษฐกิจจีนอยู่ในสภาพสะดุดอย่างแรง และนับตั้งแต่ปี 1978 เมื่อ”เติ้งเสี่ยวผิง”ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ถึง พ.ศ. 2540 ได้ประกาศว่าจีนต้องเปิดประเทศและปฏิรูปประเทศโดยนำกลไกตลาด (Market Economy )มาใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป ทดลองใช้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ตั้งขึ้นมา 4 แห่งในมณฑลกว่างตง ประกอบด้วย เซิ่นเจิ้น/ จูไห่/ ซัวเถาและเซี่ยเหมิน ซึ่งเปิดประตูให้นักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งประเทศไทย เข้ามาแข่งขันลงทุน ทำให้ประเทศจีนเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 40 ปี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและตั้งแต่ปี 1980 เศรษฐกิจจีนเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันและมีแนวโน้มว่าจะเติบโตต่อไปแบบพุ่งทะยาน อย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดี”สีจิ้นผิง” ที่ให้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจประเทศจีน โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก

ที่สำคัญยุค”สีจิ้นผิง” ได้พยายามปลุกฟื้นคืนชีพเส้นทางสายไหม เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ โดยระบบราง จนมีคำเรียกว่า “Iron Silk Road” หรือ”ม้าเหล็กรถไฟจีน บนเส้นทางสายไหมที่สามารถเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมณฑลเสฉวนยาวไปถึงประเทศโปแลนด์ในทวีปยุโรป โดยวิ่งจากสถานีต้นทางในนครเฉิงตู วิ่งผ่าน 5 ประเทศ จากนครเฉิงตู ไปจนถึงพรมแดนของซินเจียง เข้าสู่ประเทศคาซัคสถาน/ รัสเซีย /เบลารุส และโปแลนด์ เป็นระยะทางเกือบ 10,000 กิโลเมตร โดยอยู่ในจีนระยะทาง 3,511 กิโลเมตร ซึ่งการขนส่งสินค้าทางรถไฟราคาประหยัดกว่าทางอากาศถึง 5 เท่า และรวดเร็วกว่าการขนส่งทางเรือใช้เวลานานถึง 45 วัน

ทั้งนี้ การผลักดัน “เส้นทางรถไฟจีน-ยุโรป” โดยการใช้ม้าเหล็กรถไฟ” Iron Silk Road “เป็นตัวขับเคลื่อนตามที่ประธานาสีจิ้นผิง ผู้นำจีนหมายมั่นปั้นมือมาถึงวันนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงในการวิ่งรถไฟผ่าน 5 ประเทศระยะทางร่วม 10,000 กิโลเมตร ยังช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทและความยิ่งใหญ่ของพญามังกรจีนที่รอวันผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในปฐพีต่อไป

 

ข่าวน่าสนใจ

Close