เสวนา”ยุทธศาสตร์จีนยุคใหม่ฯ”ชี้สัมพันธ์ไทย-จีนยั่งยืน

สมาคมนักข่าวฯจัดเวทีเสวนา "ยุทธศาสตร์จีนยุคใหม่ ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไร" - อดีตทูตจีน ชี้ ความสัมพันธ์ไทย-จีน ยั่งยืนต้องเอื้อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานความไว้วางใจ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ จัดเสวนาหัวข้อ “ยุทธศาสตร์จีนยุคใหม่ ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไร” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน / นายกวี จงกิจถาวร สื่อมวลชนและนักวิจัยอาวุโส สถาบันความมั่นคงนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / รศ.ดร นิยม รัฐอมฤต อดีตคณะบดีวิทยาลัย นานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวบนเวทีเสวนาว่า การเปลี่ยนแปลงบวกกับกระแสของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันไทยจำเป็นต้องปรับใบเรือให้ได้มุมองศาเพื่อให้เรือได้แล่นฉลุยในจุดสมดุลที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดโดยเฉพาะการมองไปที่รุ่นใหม่ ซึ่งประชากรจีนปัจจุบันเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกว่า 800 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชนชั้นกลาง 300 ล้านคน จีนจึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนคนชั้นกลางให้เข้าถึงอินเตอร์ในประเทศเป็น 500 ล้านคน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยที่ต้องเตรียมพร้อม เนื่องจากอินเทอร์เน็ต การใช้โซเชียลมีเดียมีผลต่อการรับรู้ของคนจีนชั้นกลางที่สนใจสิ่งที่เป็นซอฟท์พาวเวอร์ของไทยทั้งหมด เช่น อาหารไทย ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ละครไทย การท่องเที่ยว ซึ่งไม่ใช่เรื่องการเมือง ส่วนการเตรียมความพร้อมในมิติด้านความมั่นคง อาจเกี่ยวกับมิติด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เพราะตั้งแต่เหตุเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ตไทยต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความปลอดภัย

“ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าจะปรับใบเรือยังไง เลือกรับอะไรให้องศาถูกต้องให้เราได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง จำเป็นต้องหาจุดสมดุลให้เจอ เพื่อรองรับได้ในสิ่งที่เรามีอยู่และไม่ให้เกิดผลเสียกับสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน จะเกิดความยั่งยืน ความร่วมมือกันต้องเป็นไปอย่างวินๆ กล่าวคือ เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย บนพื้นฐานของความไว้วางใจกัน” นายวิบูลย์ กล่าว

ทั้งนี้ สถานภาพจีนกับไทยได้เปลี่ยนไป โดยสมัยที่จีนเปิดประเทศได้ให้ความสำคัญกับอาเซียน โดยนำไทยเป็นแม่แบบของจีนโพ้นทะเล เนื่องจากไทยได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ จึงมีทางเลือก แต่ปัจจุบันจีนได้พึ่งพาไทยน้อยลงเพราะมีพันธมิตรมากขึ้น ดังนั้นเมื่อไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ไทยเคยเป็น จึงต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากความได้เปรียบในด้านสถานที่หรือเรียนรู้การกำหนดท่าที ให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายเส้นทางสายไหมถือเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของ “สี จิ้นผิง” แต่ก็ยังมีกรอบแนวคิดยืดหยุ่นพอสมควร ไทยยังโชคดีที่ไม่ได้มีปัญหาข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะทะเลจีนใต้กับจีน ส่วนสิ่งที่ท้าทายสำหรับสื่อมวลชนคือต้องแยกระหว่างการนำเสนอข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นต้องดูข้อเท็จจริงให้ชัดเจน และการต้องรู้เขารู้เราเพราะอิทธิพลของจีนแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องศึกษาทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจปรัชญานโยบายต่างๆของจีน การเขียนหรือนำเสนอข่าวแต่ละชิ้น ต้องทำการบ้านมากจะเขียนแบบไม่มีรายละเอียดเขียนแบบหลวมๆไม่ได้

ด้าน นายกวี จงกิจถาวร สื่อมวลชนและนักวิจัยอาวุโส สถาบันความมั่นคงนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนนั้นเป็นความสัมพันธ์แบบพิเศษแบบทรงพีระมิด คือ มีความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับบน จะเห็นได้จากการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปจีนแล้ว 44 ครั้ง และพระองค์ทรงสนใจงานแปลหนังสือ วรรณกรรมต่างๆเกี่ยวกับจีน และระดับล่างคือประชาชน แต่ที่หายไปคือระดับกลางหรือหุ้นส่วนทางสังคมแม้จะมีสมาคมส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกลุ่ม แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ผิวเผิน หากต้องการให้ความสัมพันธ์ส่วนนี้ยั่งยืนผู้กำหนดนโยบายจะต้องมีความเข้าใจสร้างความเท่าเทียมกัน อีกทั้งเห็นว่าไทยต้องมีความรู้ความเข้าใจจีนในทุกมิติครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะสื่อมวลชนต้องมีความเข้าใจ ทั้งการเมือง การปกครอง ภาษา วัฒนธรรม การค้าฯซึ่งจำเป็นต้องปรับทั้งกรอบและแนวความคิด และเข้าใจความคิดของจีน ระดับนโยบายของจีนจะมีการตอบสนองตามมาตรฐานที่ตนเองได้รับ เช่น ในการหารือกับอังกฤษจะมีการตั้งมาตรฐานสูงจีนก็จะทำตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ ขณะที่ในอาเซียนยังมีมาตรฐานสูงต่ำตามสิ่งที่ประเทศนั้นๆต้องการ

ด้าน รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต อดีตคณะบดีวิทยาลัยปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าส่วนตัวได้เดินทางไปปักกิ่งเมื่อเดิน ก.ย.พบว่าเปลี่ยนไปมาก ถึงจะเอาเงินหยวนไปก็ลำบาก เพราะคนจีนใช้จ่ายเงินผ่านมือถือ จึงเห็นได้ว่าจีนยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย อันเนื่องจากผู้นำของจีนเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นชัดเจน จึงเป็นแรงผลักดันให้จีนพัฒนาไม่หยุดก้าวไปสู่ชาติที่เจริญรุ่งเรือง โดยเปิดกว้างประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ถึงแม้จะถูกอเมริกาปิดล้อม แต่ก็หาทางออกในเรืองเส้นทางสายไหม โดยมองทุกอย่างเป็นเรื่องความร่วมมือ ปรองดอง และเอื้อประโยชน์ต่อกัน ซึ่งจีนมีนโยบายเพื่อนบ้านที่ดี เป็นนโยบายใหม่ การขัดแย้งกับอเมริกา จึงพยายามผ่อนหนักเป็นเบาโดยมองเพื่อนบ้านเป็นเป้าหมายหลัก ถ้าไปเน้นตะวันตก ที่เน้นด้าน กำลัง ทหาร อาวุธ อย่างเดียวจะไปด้วยกันไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดีมองว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่าง คือไทยพยายามเป็นมิตรกับประเทศต่างๆการทำแบบนี้จะเป็นผลดีหรือไม่ดี รัฐบาลควรคำนึงและมองผลประโยชน์ระยะยาวด้วย

รศ.ดร.นิยม กล่าวด้วยว่า นอกจากการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาจำนวนมากโดยตั้งเป้า กว่า 10 ล้านคนในปีนี้ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ภาษา สิ่งอำนวยความสะดวก และความเข้าใจคนจีน และมองว่าการโรดโชว์ เชิญชวนให้คนจีนเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมรองรับถือ เป็นความอ่อนด้อยของรัฐบาล เพราะก่อให้เกิดปัญหามากมาย ขณะเดียวกันมองว่าความสัมพันธ์ที่จีนมองไทยนั้น ถือว่ายังดีกว่าประเทศอื่นๆ จะเห็นได้จากสถิติตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพราะไทยมีเสน่ห์หลายอย่าง เช่น คนจีนชอบวัดไทย เพราะมีความสงบ ภายหลังมีนักทองเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้

ข่าวน่าสนใจ

Close