“กิตติศักดิ์ คเชนทร์” กับชีวิตจริงในวัยเยาว์ “บ้านในโคลน”

จากความรู้สึกภายในตัวเองที่อัดแน่นตั้งแต่วัยเด็ก และหนึ่งผู้ประสบโศกนาฏกรรม มีแต่เพียงเสื้อตัวเดียวที่ติดตัว ธรรมชาติที่เอาคืนอย่างโหดร้าย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ธรรมชาติปล่อยให้ชีวิตเด็กผู้ชายคนหนึ่งได้อยู่รอด เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“กิตติศักดิ์ คเชนทร์” ผู้เขียนชีวิต จากเรื่องจริงในวัยเยาว์ จนกลายมาเป็น “บ้านในโคลน” นวนิยาย 1 ใน 8 เล่มสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก Short List รางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2561  และ รางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน หรือ รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในปี 2560

จุดเริ่มต้นของการเขียนเรื่องนี้
เริ่มจากวัยเด็กที่เราเจอภัยพิบัติ ผมเป็นผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมโคลนถล่ม ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช  กลายเป็นภาพที่ถูกบันทึกเหมือนรูปถ่ายไว้ในความทรงจำ แค่ไม่กี่ภาพ แต่เมื่อโตขึ้นเรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอด จากปู่ ยา ตา ยาย พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง จากภาพถ่ายที่ถูกบันทึกในสมองในความทรงจำ ก็ค่อยๆ เคลื่อนเป็นภาพเคลื่อนไหว เราโตมาจากผู้ประสบภัย มีความยากลำบากในชีวิต โดยที่ไม่เคยรู้ว่าเหล่านี้คือต้นทุนที่สะสมมา จนวันหนึ่งตั้งคำถามกับตัวเองถึงสิ่งที่อยู่ในความทรงนี้ เมื่อได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ตามหาตัวเอง จนได้เจอกับเพื่อนได้มีการพูดคุยเรื่องการค้นหาตัวตน เพื่อนได้บอกถึงวิธีเอาเรื่องในหัวออกด้วยการเขียน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้น ณ ตอนนั้น ในปี พ.ศ.2551

โดยจากการที่เราสะสมต้นทุนจากการอ่านมาเรื่อยๆ จนมาเจอพี่จำลอง ฝั่งชลจิตร ศิริวร แก้วกาญจน์ และ จเด็จ กำกรเดช ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ว่าเราอยากเขียนหนังสือ อยากเล่าเรื่องที่อยู่ในหัว จนได้อ่านหนังสือเรื่องเพื่อนยาก ของ จอห์น สไตน์เบ็ค ทำให้ได้เปิดพื้นที่ในสมองผมให้กว้างขึ้น ให้กลายเป็นไฟฝัน และได้ตามอ่านงานเขียน ของ จอห์น สไตน์เบ็ค อีกหลายชิ้น รวมถึงผลงานของนักเขียนท่านอื่นๆ จนทำให้อยากเขียนนิยาย แต่แล้วก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่จะเขียนคือเรื่องอะไร ใช้เวลาในการคิดหาคำตอบให้กับตัวเอง 3-4 เดือน

เราได้ย้อนมองดูชุมชนที่เราอยู่ ว่าชุมชนเรามีปัญหาตั้งแต่น้ำท่วมปี 2531 จนเวลาล่วงไปจากน้ำท่วมวันนั้นจนถึงวันนี้ ทุกอย่างยังไม่เข้าร่องเข้ารอย ความเป็นอยู่ของครอบครัวเรา ครอบครัวชาวบ้าน ยังมีปัญหาอะไร เราพยายามมองประเด็นว่าจะเล่าอะไรของชุมชน มองถึงตัวเองว่าชีวิตเคยผ่านอะไรมาบ้าง หลับตาไปก็พบกับความเจ็บปวด ภัยพิบัติ การถูกทำลาย

เรื่องนี้เริ่มเล่าจากความสุข
ผมอยากจะเริ่มเล่าด้วยมุมที่เป็นความสุขเล่าถึงชีวิตที่สวยงามในวัยเด็ก ในยามเย็นวันหนึ่งจนมีภาพที่อยู่ในความทรงจำผุดขึ้นมา คือภาพที่คนอยู่บนโครงหลังคาบ้านของพ่อ กำลังตอกตะปู ภาพนั้นผุดชัดเจนขึ้น เรารู้ทันทีว่าจะเขียนนิยายเรื่องอะไร อีกภาพที่ซ้อนทับอยู่คือภาพที่พ่อแบกผมข้ามทะเลซุง ข้ามซากบ้าน โคลน จนทำให้รู้ว่านิยายจะเริ่มตรงไหน และจะจบลงตรงไหน ระหว่างนั้นผมเก็บข้อมูล ศึกษา พร้อมกับอ่านงานเขียนไปเรื่อยๆ

“พ่อกำลังสร้างบ้านใหม่ แม่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ในวันที่เสาต้นแรกยืนขึ้น”  นั่นคือประโยคแรกของการเริ่มต้น
“ผมก้าวเดินต่อและไม่หันกลับไปมองข้างหลังด้วยหัวใจเชื่อมั่นว่าสักวันพ่อต้องพาผมกลับมาที่นี่ตามสัญญา พ่อจะต้องกลับมาสร้างบ้านหลังใหม่อีกครั้ง”  และนี่คือประโยคสุดท้ายของ “บ้านในโคลน”

 

ณ ตอนนั้น อายุ 4 ขวบกว่า
ครับ ผมขอยกตัวอย่างนิยาย เรื่องไร้เลือด ของ อเลซซานโดร บาริกโก เขียนถึงตัวละครเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อนำตัวไปซ่อนที่หลุมห้องใต้ดิน เด็กไม่ได้เห็นภาพเพราะถูกนอนอยู่ในหลุม เธอได้ยินได้เสียงปืน เสียงกระจกแตก เสียงคนเดิน เสียงคุย แต่เมื่อเธอรอดจากเหตุการณ์ จนเมื่อเธอโตขึ้น เธอได้ตามแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อของเธอ เช่นเดียวกับผมที่ภาพในวัยเด็กถูกบันทึกเหมือนภาพถ่าย มันถูกขยาย ถูกเล่นเป็นวีดีโอเมื่อผมโต ภาพศพแรกที่พบเจอตอนภัยพิบัติ ยังจำติดตาเป็นศพผู้หญิงที่อยู่ในลำห้วย ภาพที่ออกจากโคลน ภาพนอนในคอกวัวร้างของปู่ ก็ยังจดจำได้ทุกภาพมันถูกเคลื่อนไหวหลังจากนั้น เราถูกญาติ เล่าให้ฟัง จนภาพนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น และนี่เป็นต้นทุนที่เก็บสะสมไว้ในตัวเราและรอเวลาเพื่อนำเอาออกมาเล่า

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญทีเด็กคนหนึ่งจะรอดมาจากภัยพิบัติ และในชุมชนมีเด็กที่รอดจากเหตุการณ์นี้หลายร้อยชิวิต ผมตั้งคำถามว่าทำไมคนที่รอดมาหลายร้อยชีวิตเค้าไม่เล่าเรื่อง ทำไมธรรมชาติจึงปล่อยให้ผมรอดผมอาจจะถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่ตอนนั้น ให้จดจำ ตั้งแต่ที่เราเป็นเด็ก จดจำเหตุการณ์นี้ไว้ มันเป็นเหตุการณ์ใหญ่และเราก็จดจำมันไว้ผสมกับปู่ ย่า รวมถึงญาติๆ เล่าให้ฟังจนกลายเป็นความทรงจำของตัวเอง ภาพวีดีโอที่เล่นอยู่ในหัวจนวันหนึ่งเราหาไม่เจอว่ามันคืออะไรจนเรามาพบว่านี่คือเรื่องที่เราจะเล่า จะเก็บรักษาเรื่องเล่านี้ไว้ เล่าแทนผู้สูญเสียชีวิตทุกคน เล่าแทนผู้สูญเสียบ้านทุกคน เล่าแทนเด็กทุกคนที่อยู่ในชุมชน ผมเป็นตัวแทนของทุกคน นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า เล่าในแบบที่มันเป็น ผมไม่เคยโทษชะตากรรม สุดท้ายแล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้อ่านว่าจะคิดจะตีความ ทุกคนรู้ว่าเหตุการณ์เกิดจากอะไร เริ่มต้นตรงไหน และจะจบยังไง มีความเสียหายยังไง ลำบากยังไงทุกคนรู้ ผมแค่มีหน้าที่เล่าถ่ายทอดเท่านั้น

การหาข้อมูลเรื่องนี้
ข้อมูลคือการตั้งธงกับเรื่องเล่าที่อยู่ในหัว ข้อมูลที่มีอยู่แล้วในตัวเรา แล้วเก็บข้อมูลจาก พ่อ ป้า จากลุง ญาติพี่น้อง รวมถึงชาวบ้าน เพิ่มเติม นำเรื่องบ้านหลังหนึ่งของพ่อเป็นหลัก ก่อนที่จะพาไปสู่ถนน ภูเขา ลำคลอง ผมเริ่มวาดภาพเป็นเหมือนแผนที่ให้คนได้เห็นว่าชุมชนมันมีอะไรบ้าง และถึงตอนที่น้ำมา และลลายหมู่บ้านไป

 

“บ้านในโคลน”สะท้อนอะไร
เรื่องนี้สะท้อนให้สังคมเห็นถึงภัยพิบัติ คนอ่านต้องไปตีความว่าเรื่องนี้ซ่อนอะไรไว้ ภัยพิบัติน้ำท่วมเกิดขึ้นทุกภูมิภาคในประเทศเรา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เป็นภัยพิบัติโลกด้วยซ้ำ ผมอยากเขียนให้เป็นสากล ผมอยากสะท้อนว่าในภัยพิบัติ ความเป็นมนุษย์ ว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วปฎิบัติตัวอย่างไร จะช่วยเหลือกันอย่างไร ตัวละครที่มองไปไม่มีรับผิดชอบอะไร ไม่มีสาระอะไร แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นเค้าคนนั้นกลับกลายเป็นคนที่รับผิดขอบมากสุด เป็นฮีโร่ไปเลยก็ได้ ในทางกลับกันคนที่ดูดี จิตใจโอบอ้อมอารี เมื่อถึงยามนี้ ก็อาจจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดก็ได้

ยกตัวอย่าง สำหรับกรณี 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง ผมมองว่าเป็นภัยพิบัติ ทั้ง 13 ชีวิตคือผู้ประสบภัย นั่นเกิดมาจากน้ำเช่นกัน ผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน เค้าปฏิบัติตัวกันยังไง เค้ามีสปิริต เค้าช่วยเหลือกันอย่างไร ทำไมถึงรอด มีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือ รวมถึงกับมีคนที่คัดค้าน

“บ้านในโคลน” ก็อยากสะท้อนว่าคนที่อยู่บนเรือนหลังนี้ทำไมถึงรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ปู่ ย่า ตา ยาย ตัวละครหลัก ทำไมถึงรอด เค้ามีจิตใจยังไง สะท้อนความเป็นมนุษย์ และยังสะท้อนให้เห็นถึงคนนอกภัยพิบัติว่ามองภัยพิบัติยังไง ตัดสิน คิด หรือมีจิตใจยังไง ภัยพิบัตินี้จะส่งผลให้คนที่อยู่ข้างนอกด้วย ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ

“บ้านในโคลน” ไม่ใช่แค่น้ำลดแล้วรอด แต่หลังจากนั้นจะอยู่กันยังไง เพราะเหลือแค่เสื้อผ้ากันคนละชุด เรารอดมาได้จากผู้ที่อยู่นอกภัยพิบัติเค้ายื่นมือเข้ามา เค้าส่งอาหารเข้ามา ผมไม่รู้หรอกว่ามาม่า ปลากะป๋อง ข้าวสาร เสื้อผ้า ผ้าห่ม มาจากใคร ผมขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือเรา ผมขอขอบคุณแทนผู้ประสบภัยทุกคนในเหตุการณ์นั้น

“บ้านในโคลน” เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนออกมา และได้เข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายซีไรต์ 2561 และได้รับรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในปี 2560
เป็นความภาคภูมิอย่างมาก แต่ในมุมมองของผม มองว่างานประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่หนังสือได้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม เขียนเป็นเรื่องเล่าที่อยากส่งเพื่อให้ถึงมือนักอ่าน อยากให้เค้าได้อ่าน ได้รู้เหตุการณ์ รู้เรื่องราว นั่นถือว่าเป็นรางวัลความสำเร็จแล้ว แต่หลังจากนั้นมันเป็นความภาคภูมิใจ เป็นดอกเป็นผล เป็นผลพวงหลังจากการทำงานหนัก หลังความสำเร็จแรก

รางวัลเป็นตัวชี้วัด การันตีคุณภาพงานเขียน ดีใจที่งานมีคุณภาพ แล้วผมก็ยังมุ่งมั่นจะเขียนนิยายต่อ ยังมีเรื่องสั้น บทกวี นิยาย ที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

 

นักเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจ
หนังสือบางเล่ม นักเขียนบางคน ที่กระตุ้นตั้งแต่ต้น ได้เปิดทัศนคติ ได้แลกเปลี่ยนแนวความคิด อ่านงานเขียนจากหลายๆ เล่มของหลายนักเขียนที่ประกอบสร้างจนกลายมาเป็นบ้านในโคลน ถ้าเป็นนักเขียนฝรั่ง จอห์น สไตน์เบ็ค

ผมขอยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับเพื่อนยากของผมเพราะว่าเพื่อนผมเป็นคนทำให้ผมรู้ว่าผมกำลังตามหาอะไร ผู้เป็นแรงบันดาลใจ แล้วสุดท้ายเพื่อนคนนี้ก็มาเสียชีวิตไปจากการจมน้ำ ผมอยากยกความดีให้เพื่อนคนนี้ หลังจากงานศพเพื่อนคนนี้ ผมพลิกความคิดว่าผมต้องเอาจริงกับความฝันตรงนี้ คำสัญญากับเพื่อน คนเรามันง่ายดายเหลือเกินกับชีวิต ชีวิตช่างเปราะบาง ผมขอประคองชีวิตเปราะบางนี้ไว้เพื่อจะเล่าเรื่อง เพื่อจะเขียนงาน เพื่อจะสะท้อนแง่มุมต่างๆ ต่อไป

ใช้เวลานานไหมสำหรับ “บ้านในโคลน” 
บ้านในโคลนใช้เวลาในการเขียน 2 ปี 8 เดือน ตั้งแต่เขียนบรรทัดแรก จนนิยายออกมาเป็นเล่ม ตั้งแต่วันที่ค้นพบตัวเองใน ปี 2551 จนถึง ปี 2557 นิยายถึงได้ริเริ่มจนถึงปี 2559 เสร็จสมบูรณ์เป็นเล่ม มีอะไรเข้ามาเยอะมาก เข้ามาในชีวิต เข้ามาทดสอบ แต่ผมไม่เคยท้อ ไม่เคยกลัว ผมถือว่าผมรอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ใหญ่ ผมผ่านความเจ็บปวด ผ่านอะไรมาเยอะแยะ ผมเปลี่ยนทุกอย่างเป็นพลัง ผมเอาพลังจากตรงนั้นมาเปลี่ยนเป็นงานเขียน ทุกวันยังทำงานด้วยพลัง จะยังสร้างงานต่อไป

 

ในฐานะที่เป็นนักเขียนใหม่ให้กำลังใจนักเขียนใหม่
ผมขอใช้พลังจากผมส่งให้ทุกคนที่คิดจะเดินเส้นทางนักเขียน แต่ที่สำคัญพลังต้องเกิดจากข้างในตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่จุดพลังจุดไฟในตัวเองให้ติดคุณก็ไปต่อไม่ได้ ผมเป็นประเภทปลอบตัวเองได้ สร้างพลังให้ตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจขึ้นมา ต้องไปได้ด้วยตัวเอง ตอบคำถามตัวเองให้ได้ มีเป้าหมาย มีจุดมุ่งมั่นอะไร แล้วคุณจะไปถึงจุดนั้น

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close