“เพาะเห็ดฟาง”รายได้เสริมวิถีท้องถิ่นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

“ชาวบ้านได้อะไร” คือตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ ของการทำงาน มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยึดมั่น “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ที่มุ่งเน้นระดับชุมชน และเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน ให้ชาวบ้านร่วมคิด ร่วมทำ และเป็นเจ้าของ ให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ “การเพาะเห็ดฟาง” ด้วยวัสดุเหลือใช้ “ทะลายปาล์ม” ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ แก้ไขปัญหายางราคาตกต่ำ ลงทุนไม่สูง ใช้พื้นที่น้อย และระยะเวลาเพียง 15 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

นายทัณฑวัต พุทธวงศ์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนใต้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ

นายทัณฑวัต พุทธวงศ์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนใต้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประยุกต์ตามแนวพระราชดาริ ที่มาจากมติคณะที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีการแต่งตั้งคณะทำงานตั้งแต่ระดับจังหวัด  ระดับอำเภอ  ระดับพื้นที่ โดยวิธีการดำเนินการมีการถอดมาจากพื้นที่ต้นแบบอื่นๆ

วิธีการทำงานของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ต้องเกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่ตามหลังภูมิสังคม การศึกษาข้อมูลที่เป็นระบบ เก็บข้อมูลเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลกายภาพต่างๆ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และจัดทำแผนการพัฒนา กระบวนการจัดเก็บข้อมูลหลังจากได้แผนมาแล้ว จะเริ่มการพัฒนาแบ่งเป็น 3 ระดับ

1)ระดับครัวเรือน ด้วยการสร้างการมีอาชีพตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ ดิน การส่งเสริมอาชีพทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร โดยใช้หลัก “พึ่งพาตนเอง” เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดพึ่งพาตัวเองได้

2)ระดับชุมชน เน้นการรวมกลุ่มอาชีพ โดยอาศัยหลัก “พึ่งพากันเอง” ในชุมชน ให้ชาวบ้านมีประโยชน์ร่วมกันเห็นความสำคัญของการจัดกลุ่ม

3) ระดับพื้นที่ ภูมิภาค เน้นพัฒนาวิสาหกิจชุมชน โดยอาศัยหลัก “พึ่งพาซึ่งกันและกัน” กับภายนอก โดยเฉพาะระบบตลาด

น.ส.นิมัสนา นาแว หัวหน้ากลุ่มอำนวยการจังหวัดชายแดนใต้

ด้าน น.ส.นิมัสนา นาแว หัวหน้ากลุ่มอำนวยการจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่า สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เริ่มการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ 7 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี เริ่มตั้งแต่ปี 2559

โดยมีกรอบงานพัฒนา 3 กรอบคือ งานพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยการทำงานลงพื้นที่สำรวจ ของอาสาสมัครพัฒนาหมู่บ้าน หรือ อสพ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจข้อมูลเศรษฐกิจสังคมข้อมูลกายภาพ เพราะทุกฝ่ายต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันโดยจะได้รับรู้ข้อมูลของชาวบ้านที่แท้จริง ส่วนการสำรวจข้อมูลทางกายภาพจะมีการปรึกษาปราชญ์และผู้นำชุมชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เมื่อสำรวจแล้วจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ก่อนจะเกิดเวทีการคืนข้อมูลสู่ชุมชน เพื่อจัดทำแผนและพัฒนาต่อไป

การแก้ปัญหาเร่งด่วน มีการพัฒนาระบบน้ำทั้งในรูปแบบของฝายและเจาะบาดาล ซึ่งทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลงพระฯ จะมีการสนับสนุนเรื่องอุปกรณ์โดยให้ชาวบ้านได้ร่วมแรงกันทำเองเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการคอยดูแลบริหารแหล่งน้ำ และจะมีการเก็บค่าบำรุงรักษาเพื่อต่อไป

งานนโยบายและกิจกรรมอื่นๆ กิจกรรมลดรายจ่ายเพิ่มรายได้โดยมาจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลพบว่าชาวบ้านยังต้องซื้อพืชผักกิน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลงพระฯ จะเข้าไปส่งเสริมเพื่อให้ชาวบ้านลดรายจ่าย โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมเกษตรแปลงรวม 107 ไร่ เกษตรรอบด้าน 197 ราย มีสมาชิกทั้งหมด 207 รายที่เข้าร่วม กิจกรรมนี้ กิจกรรมโรงเรือนนวัตกรรม แต่เดิมมีการจ้างสร้างโรงเรือนละ120,000 บาท ซึ่งรายได้จากการเพาะปลูกไม่คุ้มค่า ทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลงพระฯ ได้สนับสนุนอุปกรณ์และชาวบ้านลงแรงช่วยกันทำ โดยต้นทุนจะอยู่ที่ 30,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่ภาคใต้ที่สามารถปลูกผักได้ทั้งปี ทางหน่วยงานตั้งเป้าจะขยายต่ออีก 15 โรงเรือน

“เพาะเห็ดฟาง” เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบบ้านลาโพ๊ะ ต.ป่าไร่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมอาชีพ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยใช้ทะลายปาล์มที่เหลือใช้จากโรงงานมาทำเป็นวัสดุปลูก

นายสมมาตร บารา นายอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี

โดยนายสมมาตร บารา นายอำเภอแม่ลาน จ.ปัตตานี กล่าวว่า ทางจังหวัดได้รับการติดต่อจากมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ให้คัดเลือกพื้นที่ที่จะเข้าร่วมในการขับเคลื่อนคู่ขนานไปกับพื้นที่ที่จังหวัดเลือกเองคืออำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียนรู้งานทางภาคอีสาน ในขณะนั้นอำเภอแม่ลานได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเรื่องของโครงการเกษตรอินทรีย์ เมื่อนโยบาย โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สิ้นสดลง จึงได้นำงบประมาณที่เหลือจากโครงการดังกล่าวไปต่อยอดขยายผล การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ รวมถึงการเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์ม โดยได้ประสานกับโรงงานปาล์มน้ำมันขอสนับสนุนทะลายปาล์มเพื่อให้ชาวบ้านได้ทดลอง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก รวมถึงโรงเรียนบ้านควนแปลงงู ต.ป่าไร่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี แห่งนี้ด้วย ทั้งนี้ทางโรงเรียนได้รับงบประมาณในเรื่องของโครงการเกษตรอาหารกลางวันอยู่แล้ว จึงนำโครงการเพาะเห็ดฟางมาเป็นส่วนหนึ่ง

นายสนธนา พรหมดำเนิน หัวหน้าหน่วยพื้นที่บ้านลาโป๊ะ ต.ป่าไร่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี

ขณะที่ นายสนธนา พรหมดำเนิน หัวหน้าหน่วยพื้นที่บ้านลาโป๊ะ ต.ป่าไร่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี กล่าวเสริมว่าในพื้นที่ภาคใต้ทะลายปาล์มมีจำนวนมากและไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ซึ่งการเพาะเห็ดฟางนี้เป็นการใช้พื้นที่น้อย จะทำในพื้นที่สวนยางก็ได้โดยเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกเห็ดฟางสามารถสร้างรายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน และทะลายปาล์มหลังจากเพาะเห็ดแล้วก็สามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักได้อีกต่อหนึ่ง

นายพงษ์พันธ์ เขียวจันทร์ อาสาสมัครพัฒนาหมู่บ้าน

นายพงษ์พันธ์ เขียวจันทร์ อาสาสมัครพัฒนาหมู่บ้าน หรือ อสพ. กล่าวว่า จากการรับนโยบาย ทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯได้ประสานกับผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อขอให้พื้นที่ หมู่ที่ 3 บ้านลาโพ๊ะ เพราะสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่ปล่อยรกร้างมาเกือบ 20 ปี ไม่ได้เกิดผลประโยชน์อันใด มติจากคณะทำงานได้เลือกหมู่บ้านลาโพ๊ะ เนื่องจากมีประชากรน้อย จำนวน 79 ครัวเรือน ซึ่งตรงกับจุดเป้าหมายที่ต้องการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อนจะขยายไปสู่วงกว้าง โดยลงพื้นที่ร่วมกับ อสม. ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ส่วนสำคัญคือการสร้างกระบวนการทำความเข้าใจกับชาวบ้านโดย อสพ. ด้วยหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้ชาวบ้านกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น หรือ สะท้อนปัญหาของตนเอง และ ชุมชน ทำให้แผนงานพัฒนาชุมชนเกิดจากความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง และสามารถเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาของหน่วยงานต่างๆได้

“ชาวบ้านไม่กล้าที่จะนำปัญหาเหล่านี้ไปบอกกล่าวกับหน่วยงานราชการตรงๆ แต่เมื่อมี อสพ. ขึ้นในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านมองว่า อสพ. คือลูกหลาน การลงพื้นที่เพื่อต้องการทราบถึงข้อมูลที่แท้จริงว่าชาวบ้านต้องการอะไร ขาดอะไรบ้าง มีปัญหาอะไร ลงไปใกล้ชิดกับชุมชน สร้างความศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน ทำให้ชุมชนค่อยๆ เล่าถึงปัญหา อสพ. ก็นำปัญหาเหล่านี้มาหารือกับคณะทำงาน ทำให้เรารู้ว่าปัญหาของชาวบ้าน ลาโพ๊ะ ว่าทำไมต้องซื้อผักทั้งๆ ที่มีพื้นทีว่าง”

นอกจากนี้ อสพ. ยังเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการ กับ ชาวบ้าน โดยทางอำเภอแม่ลานมีนโยบายเป็นเกษตรแบบอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ถือว่าเป็นเกษตรอินทรีย์แบบ 100 % เนื่องจาก แต่เดิมชาวบ้านเริ่มทำเกษตรแบบเคมีซึ่งเห็นผลผลิตเร็ว และคุ้มทุน แต่ชาวบ้านกลับไม่คิดว่าจะมีสารตกค้างในผลผลิต และในร่างกาย ทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เล็งเห็นว่าถ้าชาวบ้านมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็จะสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้น และได้อยู่กับลูกหลานนานขึ้น

พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าภาคใต้จะมีฤดูฝนที่ยาวนาน ทำให้มีช่วงระยะเวลาในการกรีดยางน้อยลงไปด้วย การทำเกษตรแบบผสมผสานจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้ตลอดทั้งปี และมีรายได้หลายทาง จากการทำเกษตร และ ปศุสัตว์

การเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ชาวบ้านได้กินในครัวเรือน เป็นการลดค่าใช้จ่าย เหลือจากกินในครัวเรือน ก็นำออกขายเพื่อสร้างรายได้ ก่อนที่จะรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งผลผลิตไปจำหน่ายยังพื้นที่อื่นๆ

การเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มชาวบ้านลงทุนแปลงละ 330 บาท และสามารถเก็บผลผลิตขายได้ 2,500 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งขณะนี้เห็ดฟางในชุมชมยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งนี้ทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยังเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและพ่อค้า ให้ได้มีการพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในเรื่องของราคา และคุณภาพของผลผลิต

สำหรับกิจกรรมการเพาะเห็ดฟาง ของโรงเรียนบ้านควนแปลงงู เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารกลางวัน และเป็นกิจกรรมที่นักเรียนได้มีส่วนร่วม ได้ฝึกปฎิบัติจริง ได้เรียนรู้จริงด้วยตัวเอง และยังเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากจะเป็นอาหารกลางวันแล้ว ยังสามารถจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับนักเรียนด้วย นอกจากการเพาะเห็ดฟางแล้วทางโรงเรียนยังได้เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา การปลูกมะนาว เป็นต้น

ทั้งนี้แล้ว เด็กๆ ยังเป็นตัวจุดประกายให้ผู้ปกครองได้ โดยมีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งได้เห็นผลสำเร็จจากนักเรียนหรือบุตรหลานของตน ทั้งเล็งเห็นว่าการเพาะเห็ดฟางได้ผลจริง และใช้ระยะเวลาไม่นานก็เก็บผลผลิตได้ จึงเกิดความสนใจและรวมกลุ่มกันทำ

นางวรรณิภา แซ่ภู่ – นางวรรณา เพชรยอดศรี เกษตรกร

วรรณิภา แซ่ภู่ หรือ ป้าทิพย์ เกษตกรเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์ม เล่าให้ฟังว่า เดิมทียึดอาชีพสวนยางพาราโดยมีอยู่กว่า 200 ต้น แต่ต้องประสบกับภาวะราคายางตกต่ำ ซึ่งเฉลี่ยรายได้อยู่ที่ 200 บาท / วัน ทำให้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เมื่อมีโครงการเพาะเห็ดฟางเข้ามาจึงมีความสนใจ ซึ่งใช้พื้นที่น้อย และใช้เวลาระยะเวลาไม่นาน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ โดยเริ่มจากการเพาะ 10 แปลง ในพื้นที่สวนยาง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าสามารถทำ และเห็นผลได้จริง โดยในอนาคตจะมีการขยายเพิ่มเติมอีกแน่นอน ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตได้วันละประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อ 1 แปลง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนในหมู่บ้าน และแม่ค้าพื้นที่ใกล้เคียง จำหน่วยในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนเมนูที่เป็นที่นิยมใช้เห็ดฟางในการส่วนประกอบ เช่น ต้มยำ ผัด ชุบแป้งทอด ลาบ

“เรื่องของการดูแลนั้น ไม่ยาก อยู่ที่ความใส่ใจ และความอดทน ใช้เวลาหลังจากกรีดยางแล้วมารดน้ำ พลิกผ้ายาง และเก็บผลผลิต ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยหลังจาก 1 เดือนก็นำทะลายปาล์มที่เหลือใช้จากการเพาะเห็ดไปทำปุ่ยได้อีก” ป้าทิพย์ กล่าว

ขั้นตอนและวิธีการเพาะ

1.นำทะลายปาล์มมากองหมักไว้คลุมผ้ายางดำ รดน้ำเช้าเย็น 4 วัน
2.ทำแปลงขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 4 เมตร
3.โรยด้วยปูนขาว ขี้วัว รองพื้น
4. นำทะลายปาล์มมาเรียงให้เต็มพื้นที่ แล้วรดน้ำให้ชุ่มเหยียบย่ำให้เรียบ และเป็นการทำความสะอาดอีกครั้ง ก่อนโรยด้วยผักตบชวาสับ หรือ ต้นกล้วยสับ แล้วโรยปูนขาว ขี้วัว และ รำ
5.ผสมหัวเชื้อ กับรำ ขี้วัว และ แป้งข้าวเหนียว
6.โรยหัวเชื้อที่ผสมแล้วบนแปลงให้ทั่ว รดน้ำเช้าเย็น คลุมด้วยพลาสติกดำ ทิ้งไว้ 4 วัน
7.ครบ 4 วัน ทำโครงหลังคา คลุมด้วยพลาสติกดำ อีก 10-11 วัน เห็ดเริ่มออก เริ่มเก็บผลผลิตได้อีก 15 วัน

 

 

การดูแลรักษา

– รดน้ำเช้าเย็น
– ดูความชื้นในแปลงอย่างสม่ำเสมอ พลิกพลาสติกช้ำเย็นเพื่อป้องกันความชื้น สังเกตหยดน้ำใต้พลาสติกคลุม
– สังเกตดูเชื้อรา หากมีเชื้อราปะปนให้รีบกำจัดทันที

 

การเก็บเกี่ยว
– เก็บเมื่อได้ขนาด ดอกโตเต็มที่แต่ไม่บาน
– พยายามให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด
– ควรใช้มีดตัดดอกเห็ดขึ้นมา อย่าดึงด้วยมือ
– เก็บวันละ 1 ครั้ง ทุกวัน นานประมาณ 15 วัน ต่อรอบ

ข่าวน่าสนใจ

Close