บทเรียน”ถ้ำหลวง”กับการบริหารงานข่าว

ถอดบทเรียนการบริหารงานข่าวใน..กองบรรณาธิการข่าว กรณี “ถ้ำหลวง ฯ “ ที่สื่อและหน่วยงานรัฐต้องพึงตระหนัก

สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และองค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์ ได้จัดเวที “ถอดบทเรียนการบริหารงานข่าวในกองบรรณาธิการ กรณี ถ้ำหลวงฯ ” ณ โรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา

ในงานดังกล่าวได้ย้ำถึงการนำเสนอความคิดเห็นและถอดบทเรียนการจัดการบริหารงานข่าว ในระดับเจ้าขององค์กรสื่อ และผู้บริหารระดับกองบรรณาธิการข่าว ไปจนถึงนักข่าวในภาคสนาม ที่จะเสนอข่าวอย่างไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและ ผู้รับข่าวสาร รวมถึงการคงไว้ซึ่งข้อเท็จจริงในการนำเสนอข่าว เพราะการนำเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวกรณี “ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน” ไม่ได้มีเพียงมิติของการนำเสนอข่าวที่ว่า “ ละเมิด หรือ ไม่ละเมิด “ แต่ในการนำเสนอข่าวสารในสถานการณ์ดังกล่าว ยังมีมิติของ “ ข้อเท็จจริงในเชิงจิตวิทยาที่อาจจะกระทบต่อความรู้สึกของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ของผู้ที่ตกเป็นข่าว รวมไปจนถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ “ เช่น กรณีการใช้วิธีทางการแพทย์ในการช่วยนำเด็กออกจากถ้ำ หรือ การจัดลำดับเด็กออกจากถ้ำที่มิได้อยู่กับสุขภาพความแข็งแรงเป็นหลัก แต่อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนพร้อม ผลสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปของเด็กและทีมงานเจ้าหน้าที่ไปช่วยเด็กในถ้ำ ด้วยมติที่ว่า “คนบ้านไกลออกไปก่อน”

ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

โดยทางองค์กรผู้จัดได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ผศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้ทุกคนเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้คนจำนวนมากสามารถเข้าร่วมได้ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความจำเป็นของสื่อมืออาชีพ ที่จะต้องมีการปรับตัวต้องมีกลไกแก้ปัญหา การจัดเวทีถอดบทเรียนวันนี้เป็นการแสวงหาแนวทางในการนำเสนอข่าวเพื่อให้มีทิศทางในการนำเสนอที่เป็นทิศทางเดียวกัน ทาง กสทช. เล็งเห็นความสำคัญ ที่จำเป็นต้องมีกลไกในการกำกับ ต้องมีการกลั่นกลองสื่อมืออาชีพ กับมือสมัครเล่นอย่างชัดเจน เพื่อทำให้การนำเสนอข่าวมีความน่าเชื่อถือ

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา

นอกจากนั้นในงานถอดบทเรียนดังกล่าวยังมีนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา อดีตผู้อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน หรือ ศอร. ได้แสดงปาฐกถา ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ มาร่วมงานในหัวข้อ “มุมมองการบริหารการสื่อสารกับสื่อมวลชนในการจัดการภัยพิบัติ กรณีถ้ำหลวง “ โดยกล่าวว่าเหตุการณ์ถ้ำหลวงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งการบริหารงานถ้ำหลวงในช่วง 3-4 วันแรก มีความสับสนมาก ทางราชการไม่ได้มีการวางแผนเรื่องสื่อ ซึ่งเป้าหมายขณะนั้นคือการนำเด็กออกมาจากถ้ำ ส่วนการวางแผนจัดการสื่อมวลชน ที่มีสื่อมวลชนทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนไว้กับศูนย์ มีมากถึง 1,400 คน การบริหารทั้งสื่อไทยและสื่อต่างชาติ ซึ่งมีบริบทที่ต่างกัน และสื่อเป็นเหมือนภาระอย่างหนึ่งที่ตกบนบ่าราชการในบริบทที่ต่างกัน โดยบทบาทสื่อมีหน้าที่นำเอาความรู้ความจริงมาเสนอเป็นข่าว ส่วนหน้าที่ราชการคือการนำเด็กออกมาจากถ้ำด้วยความปลอดภัยให้ได้ ซึ่งเป็นงานและหน้าที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นกรณีไฟดับในถ้ำสื่อบางสื่อ เสนอข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ถูกไฟช็อตเสียชีวิต ขณะที่แพทย์สนามรายงานว่าคนเจ็บฟื้นไม่มีรอยไฟฟ้าช็อต และนั้นเป็นการให้ข่าวครั้งแรกในเหตุการณ์ ที่ทำให้ข่าวที่เสนอออกไปถูกตอบโต้ ว่าข่าวที่เสนอไปไม่จริงมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งทำให้สื่อต้องตระหนักถึงการเสนอข่าว ในวันแรกที่ศูนย์มีการปรับแนวทาง ทีมบริหารศูนย์ก็มาคิดกันว่าว่าในแต่ละวันจะให้ข่าวอะไร เริ่มวางระบบว่าจะเป็นการให้ข่าวประจำวันและบุคคลที่ให้ข่าว คือผู้ที่ปฏิบัติงานนั้นๆ นอกจากการให้ข่าวประจำวันแล้วยังมีการสอดแทรกเทคนิคเป็นการเสริมความรู้เพราะเมื่อไปดูทีวีช่องต่างๆ ฝีมือระดับรายงานข่าวถือว่ามีความสามารถในระดับโลกในการเสนอข่าวดำเนินเรื่อง แต่ก็อาจจะมีนักวิชาการบางท่านที่ให้ความรู้ความคิดเห็นไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงจำเป็นต้องนำความรู้เหล่านั้นมาอธิบายเพิ่มเติม และการคาดเดาว่าสื่อมวลชนจะเล่นข่าวอะไรและนำเรื่องนั้นมาบอกเล่าอธิบาย อาจจะมีการซักถามเพิ่มเติมบ้าง นี่คือวิธีการจัดการสื่อที่เร่งด่วน และมีความประสบความสำเร็จโดยการเรียนรู้จากวันแรกๆ ของเหตูการณ์ มาปรับใช้ บริบทใหม่ของสื่อทุกสถานีต้องรู้เวลาในการรอข่าวสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้สื่อประชาชนได้รับรู้ข่าวสารพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งในการตอบคำถามของสื่อ ผมจะตอบเรื่องจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ตอบคำภามเรื่องการคาดการณ์เพราะถ้ามีข่าวเสนอออกไปและกระทบการทำงานทำให้เจ้าหน้าที่ ก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่ท้อและหมดกำลังใจในการทำงาน รวมไปจนถึงความรู้สึกของพ่อแม่และญาติของเด็ก ที่ติดอยู่ในถ้ำ

ท่านผู้ว่าณรงค์ศักดิ์ ยังกล่าวถึงอีกปัญหาที่พบคือ ปัญหาสื่อต่างชาติซึ่งจะเข้ามาทำข่าวช้ากว่าสื่อไทย การรับรู้ข่าวก็แตกต่างกันโดยคำถามของสื่อต่างประเทศจะเป็นคำถามที่ย้อนหลังของสถานการณ์ ที่ได้มีการเสนอไปแล้ว ซึ่งสื่อต่างชาติเองก็ต้องเรียนรู้การศึกษาข้อมูลของเหตุการณ์มาด้วยก่อนลงพื้นที่ทำข่าว ดังนั้นทางศูนย์จึงต้องจัดระเบียบให้สื่อต่างชาติมาพร้อมกัน แล้วชี้แจงข้อเท็จจริงในคราวเดียวกัน อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องของการแปลภาษาที่ไม่ตรงกันเลย ทำให้ต้องมีข่าว press release แจกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้ใน 7-8 วันหลังจาการตั้งศูนย์ เราก็ประสบความสำเร็จในการให้ข่าวที่ตรงกันและบริหารสื่อให้เป็นธรรมในการให้ข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งสื่อต่างประเทศมีประมาณ 300-400 คน โดยการให้ข่าวจะให้แบบเท่าเทียมข้อมูลในระดับเดียวกัน ซึ่งต้องขอบคุณสื่อที่เข้าใจบริบทเคารพซึ่งกันและกันเชื่อว่าสื่อมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าว มีวิจารณญาณ ตรงนี้ถือว่าเป็นบทเรียนร่วมกันได้ว่า แหล่งข่าวและผู้สื่อข่าวต้องให้เกียรติกัน มีความสัมพันธ์กันที่ดีซึ่งกันและกัน เป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่สื่อกับแหล่งข่าวมีความเป็นกันเอง ซึ่งถ้าเป็นการทำข่าวเสนอข่าวนอกพื้นที่การควบคุมไม่กระทบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สื่อสามารถทำงานถ่ายภาพได้เต็มที่ นี่เป็นการให้เกียรติกัน

อีกบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้คือการผลักดันสื่อออกนอกพื้นที่ ซึ่งนั้นไม่ได้เป็นการไล่สื่อแต่เป็นการขอร้องขอความร่วมมือจากสื่อ และต้องอยู่ในบริบทเดียวกันในการควบคุมสื่อและบุคคลต้องอยู่ในพื้นที่ที่จัดให้ และขอความร่วมมือในการเสนอข่าวบางภาพที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแพทย์ต้องมีจรรยาบรรณแพทย์ และทีมปฏิบัติการฝรั่งมีเรื่องสิทธิไม่สามารถเห็นใบหน้าผู้ปฏิบัติงานได้ ซึ่งสื่อก็เข้าใจในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำ จะมีบางสื่อที่ไม่ให้ความร่วมมือในการคืนพื้นที่ต้องผลักดันกันจริงๆ เพื่อจะได้พื้นที่คืน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ของสื่อ ที่เคารพในการตัดสินใจของทางราชการ และทีมงานที่ปฎิบัติงาน กรณีถ้ำหลวงฯ ถือเป็นบทเรียนที่เราต้องไปสานต่อเพื่อให้ใช้ในเหตุการณ์ครั้งต่อๆ ไป ในการบริหารความร่วมมือกับสื่อ ไม่ใช่แค่การจัดระเบียบสื่อ สื่อมวลชนไทยมีความเป็นมืออาชีพมาก ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ความร่วมมือจนทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ไทยจะได้รับการยอมรับว่าสือ่ไทยมีฝืมือระดับโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสื่อไทยว่าจะที่ใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้รที่ถ้าหลวงต่อยอดในการทำงานอย่างไร ให้การทำงานของสื่อได้รับความยอมรับในระดับโลกและนานาชาติมากขึ้น

นอกจากนั้นในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ เสวนา “ถอดบทเรียนการบริหารจัดการงานข่าวในกองบรรณาธิการ กรณีถ้ำหลวง “ ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายโกศล สงเนียม ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายจิระชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการปฏิรูปสื่อด้านสื่อมวลชน รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารณ์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ไดยในการเสวนาดังกล่าวนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่าองค์กรสื่อต้องมีแนวทางปฎิบัติร่วมกันของสื่อมวลชน ที่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถปฎิบัติได้จริง ผู้ปฎิบัติงานทั้งหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานอาสากู้ภัยต่างๆ เพื่อที่จะได้รับรู้ขอบเขตของการทำงานของกันและกัน เพื่อที่จะไม่ละเมิดเกินเลยก้าวล่วงผู้ที่ตกเป็นข่าว รวมไปจนถึงมีความเข้าใจร่วมกันที่เป็นในทิศทางเดียวกัน ในการทำงานในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายโกศล สงเนียม ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

ด้านนายโกศล สงเนียม ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มองว่าในวิกฤติย่อมเป็นโอกาสให้สื่อทีวีดิจิทัล มี คนดูเขามากขึ้น เรตติ้งดี จนหลายสถานีปรับจากสถานีรายงานข่าว มาเป็นจัดรายการพิเศษ แต่ทั้งหมดยังคงติดด้านกลไกกับ กสทช. ซึ่งทางองค์กรวิชาชีพสื่อฯ ต้องมีการพูดคุยกับ กสทช. โดย กสทช. ควรเข้ามามีส่วนร่วม และกองบรรณาธิการข่าวต้องมีความจำเป็นช่วยกันสนับสนุนการเสนอข่าวมากว่าการนำเสนอข่าวในภาวะปรติ เพื่อสนองตอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนในสังคม กรณีถ้ำหลวงนี้ไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นลักษณะการกู้ภัยต้องมีกฎกติกาใหม่ที่จะทำร่วมกัน ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

สำหรับนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า กรณีเหตุการณ์ดังกล่าวต้องมีกลไกที่ประสานงานกับสื่อได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การจัดระเบียบสื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวสื่อเอง ซึ่งต้องมองว่าทำอย่างไรหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง ที่มีหน้าที่ทำให้สื่อมีความน่าเชื่อถือต้องมานั่งคุยกัน ซึ่งถ้ำหลวงเป็นการทำหน้าที่ของ ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ในเขตวนอุทยานถ้ำหลวงฯ ที่จัดการบริหารสื่อได้เป็นอย่างดี

ถ้ามองสื่อไทยในเหตุการณ์ดังกล่าว สื่อไทยไม่ได้ด้อยกว่าสื่อต่างประเทศ สื่อไทยให้ข้อมูลถูกต้องรอบด้าน โดยการล้มผังรายการประจำ เพื่อต้องการให้ประชาชนได้ข้อมูลรอบด้านทันสถานการณ์ ซึ่งทำให้ตกเป็นภาระของผู้สื่อข่าวที่อยู่ในพื้นที่ที่ต้องรายงานข่าวสร้างแรงกดดัน ทำให้เกิดช่องว่างในการรายงานข่าวข้อมูลอาจไม่ตรง และไม่ได้รับการยืนยัน ทางกองบรรณาธิการก็ต้องมีการเตรียมตัว ว่าจะทำอย่างไรกับการเสนอข่าวที่มีชีวิตคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน

นายเทพชัย ยังกล่าวว่าสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำกับบางสื่อที่ทำไม่ถูกต้องเหมาะสม และถือว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณบวกที่ดีของสื่อที่จะกำกับดูแลตัวเอง รวมไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในการเสนอข่าวสารต้องมีการวางแผนจัดการกับเสียงที่สะท้อนกลับมาอย่างไร

นายก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

ส่วนนายก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า สื่อออนไลน์ไม่มีกรอบเวลาในการทำงาน จึงมีแรงกดดันน้อยกว่าสื่ออื่นๆ แต่ก็มองว่าหลังการจัดระเบียบสื่อ ทุกสื่อทุกสถานีได้รับข่าวที่เหมือนกัน ก่อนจะส่งมายังกองบก. ผ่านกระบวนการตรวจสอบข่าว ก่อนเสนอไปตามช่วงทางต่างๆ ที่ตัวเองมี ทั้ง ทีวี สิ่งพิมพ์ ออนไลน์ในโซเชียล ข่าวในโซเชียลจะไปเร็ว ฟีดแบคก็จะกลับมาเร็วเช่นกัน จากข่าวที่มีการติด แฮชแท็ก (#) อย่างกรณีถ้ำหลวง มี 300,000 ข่าว ทีมข่าวไหนที่ปรับตัวได้ก่อน ก็ส่งไปตามช่องทางการนำเสนอต่างๆ ได้ก่อน ถือว่าชนะ ข่าว Direct traffic คือการเข้าลิงค์ข่าวโดยตรง, เป็นการนำข่าวมาทำช่องทางที่มีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่การ Search Engine นั้นส่วนใหญ่คนจะค้นหาจากคำ ซึ่งทางกองบรรณาธิการบริหารข่าว ต้องรู้จักการนำเสนอการปรับปรุงข่าวถึงผู้บริโภค การปรุงข่าวส่งไปยังช่องทางการนำเสนอต่างๆ ในโซเชียลมีเดียการเสพข่าวส่วนใหญ่จะอยู่ที่มือถือ Keyword คำที่ใช้ในการพาดหัว คำค้นหา จะสำคัญมาก ต้องเข้าใจผู้บริโภคทุกประเภทที่รับข่าว ในการเสพข่าว เพราะถ้าผิดพลาดจะมีฟีคแบคกลับมาทันที

นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ในมุมมองของนายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่า จากกรณีถ้ำหลวงฯ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ปม คือช่วงที่มีการวิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อ ผู้สื่อข่าวภาคสนามที่อยู่พื้นที่ก็น่าเห็นใจเพราะถ้าเหตุการณ์มีคืบหน้าก็สามารถส่งข่าวได้ แต่บางวันที่สถานการณ์นิ่ง ด้วยความรีบเร่งในการหาข่าวมานำเสนอตามกรอบเวลาของทางสถานี ก็อาจทำให้การนำเสนอข่าวผิดพลาดได้ ทางกองบรรณาธิการเองต้องมีการ Support ข้อมูลด้วย 2.เรื่องข่าวเกี่ยวกับเด็กจริยธรรมผู้ปฏิบัติและจิตวิทยาผู้ได้รับผลกระทบวิจารณญาณในการเสนอข่าวเมื่อผู้สื่อข่าวได้ไว้วางใจจากแหล่งข่าวทำให้ผู้สื่อข่าวรู้ว่าต้องป้อนกลับข้อมูลให้กองบรรณาธิการมากน้อยแค่ไหน และ 3.องค์กรสื่อฯ ต้องมีการพูดคุยจัดเทรนนิ่งให้กับผู้สื่อข่าวในการทำข่าวภัยพิบัติ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจัดอยู่บ้างก็ได้รับการตอบรับดี ทุกหน่วยควรตื่นตัวกับเหตุการณ์นี้ โดยการจัดทำคู่มือการทำข่าว องค์กรวิชาชีพควรจะมีการปรับหลักสูตรของการอบรมการทำงานข่าวที่มีอยู่ให้เข้ากับสถานการณ์ ให้เข้าใจร่วมกัน เพราะผู้สื่อข่าวเองเมื่อทำงานก็ต้องได้รับความปลอดภัยด้วย

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ

ทางด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า ต้องกลับมาทบทวนการทำงานมีการหารือร่วมกัน ทั้งภาครัฐกับภาคเอกชนต้องมาร่วมกันในการถอดบทเรียนจากถ้ำหลวงฯ ครั้งนี้ กฎกติการะเบียบทั้งภาครัฐและสื่อต้องไปประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง จำเป็นต้องให้ภาคประชาชนได้รับรู้ และภาคประชาชนจะได้ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและสื่อ การรับฟังความเห็นในทุกภาคส่วน และหาว่าอะไรที่จะเป็นแนวทางนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ เช่นคู่มือการทำงานข่าว หรือต้องทำตำราการทำข่าว และเผยแพร่ให้ทุกคนรู้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ควรทำอย่างไร กสทช. เองต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับทุกมิติของสื่อ

รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในมุมองของนักวิชาการ อย่าง รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าทางกองบรรณาธิการข่าวต้องเรียนรู้กฎหมายในเหตุการณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้น ก่อนส่งทีมไปปฏิบัติยังพื้นที่เกิดเหตุการณ์ และต้องมีผู้แทนสมาคมฯ องค์กรสื่อลงพื้นที่ ไปเก็บข้อมูลเพื่อปรับใช้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ต่อไป และจะต้องคอยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับผู้ปฏิบัติงานของสื่อภาคสนาม รวมไปจนถึงการ ช่วยเจรจาต่อรอง กับหน่วยงานรัฐในการเข้าถึงข้อเท็จจริงของข่าวที่เกิดขึ้นในบทบาของสื่อ ต่อสถานการณ์นั้นว่าอะไร? ทำได้แค่ไหน? สื่อเองก็ต้องปรับปรุงการทำงานของสื่อ และเรียกร้องไปยังหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสื่อ ให้ปรับปรุงตัวเองในการทำงานด้วยเช่นกัน ให้หน่วยงานราชการเข้าใจถึงความต้องการข้อเท็จจริงของสื่อ

และสื่อเองก็ต้องเข้าใจด้วยเรื่องสิทธิเด็ก การนำเสนอข่าวควรทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ต้องกฎมีระเบียบให้ชัดเจน เช่น การเปิดเผยใบหน้าเด็ก การเปิดเผยชื่อในการสัมภาษณ์ ทำได้แค่ไหน? หรือไม่ได้เลย เป็นต้น

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close