พลิกฟื้น “ทุ่งโป่ง” ด้วย “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับ ชมรมสื่อบ้านนอก นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้โครงการพัฒนาและจัดหาน้ำ ต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตรและชนบท

โครงการพัฒนาและจัดหาน้ำในตำบลทุ่งโป่ง เป็นการขยายผลการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกิดจากการทำงานในพื้นที่ต้นแบบ 5 แห่งของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และยังเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ

 

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่าการก่อตั้งมูลนิธิปิดทองหลังพระประกอบด้วย 3 ส่วนคือการด้านจัดตั้งนโยบายมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้านองค์ความรู้ประกอบด้วย 4 มูลนิธิทำงานร่วมกัน คือ  คือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มูลนิธิปิดทองหลังพระ มูลนิธิรากแก้ว และมูลนิธิมั่นพัฒนา ด้านผู้ปฏิบัติเป็นการรวมกันของสมาชิกในชุมชน โดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง ซึ่งการทำงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยึดมั่นเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยวัดผลที่ชาวบ้านได้อะไร การตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชน ชาวบ้านได้ประโยชน์อะไร ความคุ้มค่าจากการลงทุนความยั่งยืนของชุมชนและการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

“เริ่มจากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน ว่าชาวบ้านต้องการอะไรเราต้องรู้ว่าชาวบ้านคิดอะไรและต้องแก้อย่างไร ต้องร่วมกันคิดซึ่งไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียว การลงพื้นที่ทำหลายๆครั้งอย่างต่อเนื่อง การคุยไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นการปรับเปลี่ยนจากเดิม จากที่เขาไม่เคยทำ เดิมทีชาวบ้านทำเกษตรแบบเดิมๆ แบบปู่ย่าตายาย โดยไม่รู้ต้นทุน ทำอย่างไรให้เขาเปลี่ยนแปลงความคิด เราจำเป็นต้องเข้าไปแก้ไข ให้ชาวบ้านปลูกในกระดาษ คิดทุกอย่างบนกระดาษก่อน โดยการคิดต้นทุน และกำไร เราต้องเรียนรู้ปัญหา มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ มีหน้าที่ช่วยกระตุกต่อมความคิดให้เกษตรกร ช่วยคิด ช่วยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ชาวบ้านดูแลตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยตัวเองให้ได้” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

เดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทำไร่ ทำนา  ที่เหลือเป็นงานรับจ้างทั่วไป แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นดินทรายขาดแคลนน้ำอาศัยแต่น้ำฝนตามฤดูกาล ปีไหนแล้งก็จะมีน้ำไม่เพียงพอแม้จะมีการขุดบ่อน้ำก็ยังไม่พอใช้ การทำการเกษตรก็เป็นแบบพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว นิยมใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้มีต้นสูง ขายผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากขาดความรู้ในการทำการเกษตรยุคใหม่

การดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนของตำบลทุ่งโป่งเริ่มตั้งแต่ปี 2557 มีการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ สำนักงานประสานความร่วมมือพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่วมศึกษาการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการนำประสบการณ์และองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ สู่การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์การบูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาและจัดหาน้ำให้ 10 หมู่บ้าน เพื่อให้เป็นพื้นที่ต้นแบบและมุ่งหวังที่จะขยายผลในพื้นที่เป้าหมายอีก 528 หมู่บ้าน

การพัฒนาระบบน้ำปัจจุบัน มีการกระจายน้ำจากสถานีสูบน้ำบ้านจระเข้ เข้าสู่พื้นที่เกษตรพื้นที่ 1,735 ไร่ 94 ครัวเรือน การบริหารจัดการน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้า และน้ำจากฝายทดน้ำในลำห้วยยาง พื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 9,401 ไร่ เกษตรกร 608 ครัวเรือน

 

 

ในปัจจุบันนี้การเกษตรในพื้นที่ตำบลทุ่งโป่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ นอกจากข้าวที่ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ พืชไร่ ข้าวโพดหวาน อ้อย นอกจากนี้ยังมีการทำพืชสวน อาทิเช่น มะพร้าว กล้วย และปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่เป็นอาชีพเสริมเกษตรกรอีกด้วย

 

คลองส่งน้ำสถานีสูบน้ำบ้านหนองผือ

 

 

นอกจากนี้ การทำงานในตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ ยังมีการขยายความร่วมมือร่วมกับภาคธุรกิจภายใต้ชื่อ “TEAM D” (Development) โดยมีองค์กรภาคเอกชนเข้าร่วม 10 บริษัท แนวคิดของทีม D คือ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) โดยอาศัยหลักการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อชุมชน (Social Enterprise : SE) ภายใต้โมเดลการพัฒนา เกษตรรวมแปลง และเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการดำเนินงาน 4 ข้อ คือ ชาวบ้านต้องมีความพร้อมตามแนวพระราชดำริ “ระเบิดจากข้างใน” มีการพัฒนาระบบน้ำให้พอเพียงกับการทำการเกษตรตลอดปี มีการวางแผนงานด้านการทำการเกษตรที่เหมาะสมตามภูมิสังคมและมีตลาดรองรับ สนับสนุนองค์ความรู้ ทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหารจัดการ

 

นายคุณทินกร กลมสะอาด ผู้อำนวยการด้านพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรอ้อย บริษัทมิตรผล

 

โดยนายคุณทินกร กลมสะอาด ผู้อำนวยการด้านพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรอ้อย บริษัทมิตรผล ตัวแทนภาคเอกชน ทีม D กล่าวถึงการเริ่มพัฒนาในพื้นที่ทุ่งโป่งแห่งนี้ว่า เดิมทีชาวบ้านเลือกปลูกพืชตามความถนัด และความต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อผลผลิต จากการสำรวจปัญหา พบว่าชาวบ้านยังขาดความรู้เรื่องการตลาด ทางทีม D ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความรู้แก่เกษตรกร รวมถึงการหาตลาดเพื่อรอบรับผลผลิตของเกษตรกร

“การเปลี่ยนความคิดของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะชาวบ้านอยู่ด้วยความเคยชิน โดยเริ่มจากให้ชาวบ้านได้ลงพื้นที่ไปดูพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะหาคนที่รับเทคโนโลยีได้ง่าย หรือ หัวไวใจสู้ เป็นผู้ลงมือทดลองทำให้ชาวบ้านได้เห็น เพราะชาวบ้านมักเชื่อในสิ่งที่เห็น”

นายจอมกิตติ ศิริกุล ผู้บริหารด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์

 

เช่นเดียวกับ นายจอมกิตติ ศิริกุล ผู้บริหารด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าพื้นที่ทุ่งโป่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเพาะปลูก แต่เกษตรกรมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะด้านองค์ความรู้ คือความรู้ที่จะพัฒนาแข่งขันในพืชที่ตัวเองถืออยู่และพืชทางเลือกใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมซึ่งการใช้แรงงานคนไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่เกษตรกรทำแบบรายเดี่ยว จึงเกิดการรวมกลุ่มขึ้นเป็นการให้เข้มเข็งจากภายใน เพื่อให้ช่วงโยงสู่ภายนอก

การทำเกษตรแบบประณีต โดยการใช้ตลาดเป็นตัวบ่งบอกว่าเกษตรกรควรจะปลูกอะไร ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างไรทำอย่างไรถึงจะสร้างรายได้อย่างต่อต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต มีราคาที่ดี และมีตลาดที่แน่นอน ปัจจุบันในพื้นที่ทุ่งโป่ง มีเกษตรกร 42 ราย ที่ทำเกษตรแบบประณีตเพื่อส่งผลผลิตเข้าขายในห้างแม็คโคร

“จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่า เกษตรกรจะปลูกพืชระยะสั้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง จึงต้องหาพืชทางเลือก การส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่มีรายได้สูง โดยมีข้อจำกัดคือต้องใช้ระยะเวลา 3-4 ปี และมีการลงทุนค่อนข้างสูง คือมะพร้าวน้ำหอม” 

นายจอมกิตติ ยังกล่าวว่า การให้เกษตรกรเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม เป็นการสร้างความยั่งยืนพืชไม้ผลให้มีมูลค่าสูงปลูกง่าย ขายสะดวก เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี โดยทางทีม D ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร และในระหว่างทางจำเป็นต้องมีนักวิชาการลงไปให้ความรู้ เรื่อง ปุ๋ย ยาฆ่าวัชพืช สำหรับเรื่องของเงินทุนในการปรับเปลี่ยน ทางเจ้าหน้าที่จะเป็นคนจัดหาแหล่งเงินทุนที่มีความเป็นธรรม มีดอกเบี้ยที่เหมาะสม ให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเรื่องการทำปุ๋ยหมักให้กับชาวบ้านซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี เพื่อให้เกษตรกรลดการพึ่งพาสารเคมี ลดค่าใช้จ่ายในภาคเกษตร และเกษตรกรอยู่ได้ด้วยตัวเอง อย่างยั่งยืน

 

ครอบครัวถมภิรมย์ เกษตรบ้านหนองผือ

 

ครอบครัวของนายประวัติ ถมภิรมย์ และ นางหนูเหรียญ ถมภิรมย์ เกษตรบ้านหนองผือที่ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำสถานีสูบน้ำบ้านหนองผือ และหนึ่งในเกษตรกรที่เลือกปลูกมะพร้าวน้ำหอม บนพื้นที่ 3.5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 25 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะทำเกษตรแบบผสมผสานทั้งปลูกพืชผักสวนครัว อ้อย และ ข้าว นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงสัตว์ และ มีบ่อเก็บน้ำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์เต็มพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

แปลงมะพร้าวที่ปลูกที่ 1 เดือน

โดยนางหนูเหรียญ กล่าวว่า เดิมทีพื้นที่ดังกล่าวได้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอยู่แล้ว แต่ต้องตัดสินใจโค่นทิ้งทั้งที่ต้นมะพร้าวอายุ 5 ปี แล้ว เพราะขาดความรู้เรื่องการดูแลและระบบน้ำที่เหมาะสม ที่สำคัญไม่มีตลาดรองรับผลผลิต ต่อมาได้กลับมาปลูกอีกครั้งเมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เข้ามาเพราะเชื่อมั่นทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ที่จะดูแล ทั้งด้านนโยบาย และมีตลาดรองรับ

“หลังจากทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่นี้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะมีรายได้เข้ามาจากหลายทางจากผลผลิตหลากหลายชนิด จากเดิมทีที่ปลูกเฉพาะข้าวอย่างเดียว ทำให้มีความมั่งคง มีชีวิตแบบยั่งยืนต่อไปยังลูกหลาน” นางหนูเหรียญ กล่าว

 

นางคำออน สมปาน เกษตรกรต้นแบบในโครงการพัฒนาและจัดหาน้ำ

 

ด้าน นางคำออน สมปาน อายุ 62 ปี เกษตรกรต้นแบบในโครงการพัฒนาและจัดหาน้ำ บ้านห้วยยาง เล่าว่ายึดอาชีพทำเกษตรมาตั้งแต่อายุ 15 ปี จากเดิมที่ทำเกษตรโดยการปลูกผักแบบใช้สารเคมีมาก จนทำให้ร่างกายเจ็บป่วย และผลผลิตก็ได้น้อย ทั้งนี้หลังจากที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เข้ามา ได้ให้คำแนะนำลดการใช้สารเคมี โดยการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักที่ทำเอง สารไล่แมลง ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น และการเกษตรแบบผสมผสาน รวมถึงช่วยจัดหาตลาดให้โดยได้เลือกที่จะปลูกมะระจีน บวบงู ใช้ระยะเวลาการปลูก 3 เดือน ก่อนจะได้เก็บผลผลิตที่นัดรวมกลุ่มกันเพื่อจะส่งผลผลิตที่สำนักงานมูลนิธิปิดทองหลังพรฯ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากแม็คโคร เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานผลผลิตและร่วมคัดแยกกับเกษตรกร ก่อนจะขนส่งสินค้าไปจำหน่ายในห้างแม็คโคร สำหรับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็จะนำไปจำหน่ายที่ตลาด ร้านค้าชุมชน ส่วนที่เหลือ แจกจ่ายเพื่อนบ้านและนำมาประกอบอาหารเอง โดยนางคำออน บอกว่า “ผลผลิตที่ขายและทานเองต้องมาตรฐานเดียวกัน คือปลอดสารพิษ”

 

“ รอบที่สองของการปลูกมะระจีน มีรายได้จากการเก็บผลผลิต 50,000 บาท จากต้นทุนมีแค่ปุ๋ยหมัก 2 กระสอบ โดยจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อจะได้สรุปรายได้ และต้นทุน” นางคำออน กล่าว

 

 

นางคำออน ยังเล่าว่า ก่อนหน้านี้ที่ดินมีอยู่ 5 ไร้ จากการได้รับมรดกจากรุ่นพ่อแม่ ก่อนที่จะซื้อเพิ่ม จนปัจจุบันนี้ที่ดิน อยู่ 80 ไร่ โดยจัดสรรพื้นที่เพาะปลูก ทั้ง ข้าว มะพร้าวน้ำหอม มะระ บวบงู พริกขี้หนู แตงกวา ถั่วฝักยาว ฟักทอง มะเขือเทศ ยางพารา เมื่อหลังเก็บเกี่ยวข้าวก็จะปลูกข้าวโพดหวาน ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี ส่วนระบบกระจายน้ำในแปลงด้วยระบบน้ำหยดทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ก็ได้เข้ามาช่วยดูแลและให้คำแนะนำเช่นเดียวกัน

 

ข่าวน่าสนใจ

Close