ทำความรู้จักกับ8เล่มนวนิยายชิงซีไรต์ปี61

การพบปะฟังพูดคุยกับนักเขียนที่ผ่านเข้ารอบรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2561

เวทีการพบปะฟังพูดคุยกับนักเขียนรอบคัดเลือก Short List รางวัลซีไรต์ประเภทนวนิยายแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2561 จำนวน 8 เรื่อง จากที่ส่งเข้ามาทั้งหมด 58 เรื่อง ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ในวันนี้

เกริกศิษฎ์ พละมาตร์ เจ้าของนวนิยาย เกาะล่องหน จากสำนักพิมพ์นาคร นวนิยายเหนือจริงที่สะท้อนความจริงของโลกแห่งเรื่องเล่า เกาะและผู้คนบนเกาะที่ดำรงอยู่อย่างปกติเช่นปุถุชนธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็แปลกประหลาด เพราะพวกเขาไม่มีวันตายและไม่แปรเปลี่ยน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด พวกเขาเป็นเช่นเดียวกันกับเกาะที่แยกขาดจากแผ่นดินใหญ่ มันปรากฎขึ้นและอันตรธานไป

เกริกศิษฎ์ บอกเล่าถึงผู้คนที่รวมกันอย่างกระจัดกระจาย ต่างคนต่างมีเรื่องเล่าของตัวเอง เรื่องเล่าที่แม้แต่เพื่อนสนิทก็ไม่อาจยืนยัน ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หรือเรื่องแต่งทั้งหมดก็ได้ นี้เป็นนวนิยายที่ว่าด้วยการซ้อนทับของเรื่องจริงและเรื่องแต่ง การปรากฎ คงอยู่ และดับสูญของเรื่องเล่าต่างๆ นับจากอดีต แม้แต่ตัวนวนิยาย เกาะล่องหน เอง ก็อยู่ในสถานะเรื่องเล่าหนึ่งเช่นกัน เรื่องราว ตัวละคร และเหตุการณ์ต่างๆ จะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป แต่มันจะปรากฎหรือดับสูญ ขึ้นอยู่กับความสนใจที่ผู้คนต่อมัน

 

กร ศิริวัฒโณ เข้าขอนวนิยาย “คนในนิทาน” จาก สำนักพิมพ์ บ้านกาลก่อง เสนอเรื่องราวการขับเคี่ยวระหว่างเทิ้มทด ผู้เป็นพ่อตาของกริช ผู้เป็นลูกเขย เพียงเพราะกริชได้ล่วงรู้ความลับว่าเทิ้มทดเสพสมกับสุนัข ความลับอันน่าอัปยศนี้กลายเป็นอาวุธที่ทิ่งแทงและต่อรองกับเทิ้มทดอย่างเจ็บแสบ และเสนอเรื่องราวของดำฤษณาระหว่างกริชกับนิ่มน้อย ผู้เป็นแม่ยายกับดอกแตง ผู้เป็นน้องเมีย ทุกคนตกหลุมพรางของสัญชาตญาณมืด นำไปสู่ความรู้สึกผิดบาปและกรีดริ้วเป็นบาดแผลลึก

ความคิดสำคัญของเรื่องมุ่งเสนอให้เห็นว่าความปรารถนาทางเพศไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ ไม่ใช่สัญชาตญาณที่ใครสำแดง โดยตัดขาดจากกรอบค่านิยม ศีลธรรม จรรยาของสังคมได้

ภาพชีวิตของ “คนเล็ก” ในสังคมชนบทนี้เป็นภาพแทนของสังคมระดับใหญ่ บาดแผลของตัวละครทุกตัวฉายภาพวิปริตบิดเบี้ยวของสังคม ยั่วล้อเสียดสีให้ครุ่นคิดถึงการเยียวยา

นวนิยายเรื่องนี้ใช้กลวิธีการเล่าอย่างนิทาน เรียบแต่ไม่ง่าย ตัวละครในนิทานได้โดดออกมาเป็นตัวละครที่มีชีวิตจิตใจจริง ขณะเดียวกันผู้เขียนได้เล่านิทานเรื่องนางมณโฑ ซ้อนทับเป็นภาพเปรียบกับพฤติกรรมของตัวละคร แนบเนียนและแยบยล

ผู้เขียนระบายแต้มฉากธรรมชาติของท้องทุ่งสายน้ำ และฉากบทอัศจรรย์อันเร่าร้อนด้วยภาษาจินตภาพ ให้อารมณ์อันละเมียดละไม แต่แฝงนัยถึงความดิบด้านของสัญชาตญาณที่ลี้เร้นมืดดำของมนุษย์

“ความต้องการทางเพศเป็นเรื่องปกติทั้งคนและสัตว์ แต่ต้องอยู่ในกรอบ” กร ศิริวัฒโณ กล่าว

 

ประชาคม ลุนาชัย เจ้าของนวนิยาย ในกับดักและกลางวงล้อม จากสำนักพิมพ์ ศรีปัญญา ถ้าจะกล่าวว่าทะเลยามที่เงียบสงบและยามที่มีพายุก็โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งนั่นคงจะไม่ผิดไปจากภาพการดำเนินชีวิตของตัวละครที่ล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับชะตากรรมโดยไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ชีวิตของชาวประมงต่างผูกพันอยู่กับท้องทะเลมากกว่าที่จะอยู่บนฝากฝั่ง การผจญภัยในเรือประมงนอกจากจะต้องฝ่าคลื่นลมพายุ การโหยหาความรัก การมีความทรงจำที่หล่อเลี้ยง การไม่รู้ชะตากรรมของวันพรุ่งนี้ รวมไปถึงการคาดคะเนถึงปลาที่จับได้ว่าจะมีจำนวนตามที่ต้องการหรือไม่แล้ว ยังค้องผจญกับจิตใจของมนุษย์ที่ซับซ้อนยากแท้ที่จะหยั่งถึงด้วย

ภาพหลากหลายของการดำเนินชีวิตนับตั้งแต่ไต๋กงจนมาถึงลูกเรือต่างมีภาพนำเสนอในแง่ของชีวิตที่ไม่เหมือนกันแต่ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเงินและการทำตามความฝัน ไม่เพียงแต่ตัวละครจะต้องต่อสู้กับคลื่นลมธรรมชาติ แต่ยังต้องต่อสู้กับคลื่นกิเลสที่เช้ามาปะทะในจิตใจ

“ถ้าคนเราต่อสู้ ไม่ต้องถึงกับประสบความสำเร็จ แค่ออกมาจากวงล้อม ออกจากพันธนาการ เราก็สามารถตอบตัวเองได้ว่าเราจะไปไหน”

“เรือดีวิเศษแค่ไหน ถ้าไต๋กงไม่รู้จักร่องน้ำ อุปกรณ์ ก็ไม่สามารถพาเรือไปหาปลาได้ เรือไม่ใช่วัตถุเพียงอย่างเดียว ไต๋กงต่างหากที่เป็นเรือ” ประชาคม ลุนาชัย กล่าว

 

กิตติศักดิ์ คเชนทร์ เจ้าของนวนิยาย บ้านในโคลน จาก แมวบ้านสำนักพิมพ์ บ้านในโคลน ผู้เขียนนำเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีตมาดัดแปลงเขียนเป็นนวนิยายได้อย่ากลมกลืน  สามารถถ่ายทอดสภาพสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของผูู้คนที่อยู่กับธรรมชาติ ผ่านตัวอักษรให้ผู้อ่านเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ทั้งความสนุกสนานในวัยเยาว์ ตลอดจนความหวังความฝันที่จะได้อยู่บ้านใหม่ที่พ่อกำลังก่อสร้าง โดยเฉพาะรายละเอียดของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากฝนฟ้าถล่ม  เห็นโศกนาฎกรรมจากภัยพิบัติของกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากหลังดินโคลนถล่มลงมาจากภูเขา ท่อนซุงนับหมื่นท่อนที่ลอยมากระแทกบ้านหลังใหม่ให้พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา เห็นการช่วยเหลือกันยามทุกข์ยากของชาวพิปูน  ผู้อ่านที่แม้ไม่เคยประสบเหตุการณ์จริง ก็สามารถเห็นภาพคล้อยตาม มีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ราวกับอยู่บนเรือนยายเขียดกับเด็กชายสิงห์ตัวละครหลักไปด้วย

บ้านในโคลนช่วยให้ผู้อ่านฉุกคิดได้ว่า คนต้นน้ำควรจะได้ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเราเอาไว้ให้ดีเพื่อชะลอความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

“บ้านในโคลน ก่อตัวจากความรู้สึกภายในตัวเองที่อัดแน่นตั้งแต่วัยเด็ก กับการประสบโศกนาฏกรรม มีแต่เพียงเสื้อตัวเดียวที่ติดตัว ธรรมชาติที่เอาคืนอย่างโหดร้าย ยังปล่อยให้ชีวิตเด็กคนหนึ่งได้อยู่รอด”  กิตติศักดิ์ คเชนทร์ กล่าว

 

วีรพร นิติประภา เจ้าของนวนิยาย พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำ ของแมวกุหลาบดำ จาก  สำนักพิมพ์ มติชน หลังจากที่วีรพร  นิติประภา มีผลงานนิยายเรื่องแรก ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เธอได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2558 นิยายชื่อยาวเหยียดเล่มนี้คือผลงานลำดับต่อมา

พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในเมืองไทยครอบครัวหนึ่ง ผ่านสายตาและความทรงจำที่แหว่งวิ่นจนเกือบไม่ปะติดต่อของผู้เล่าเรื่องที่เป็นสมาชิกในครอบครัวรุ่นหลัง

ความโดดเด่นประการแรกของนิยายเรื่องนี้คือการนำเสนอประเด็นของเรื่องเล่าแบบต่างๆ ทั้งความทรงจำ ข่าวสารประวัติศาสตร์ และความเป็นเรื่องเล่าจากปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่น ที่วีรพรเรียงร้อยประวัติศาสตร์ส่วนตัวของ ตัวละครและครอบครัวที่ถูกสร้างขึ้น เข้ากับเหตุการณ์และห้วงอารมณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งของเมืองไทยและของโลกได้อย่างสอดคล้องทำให้ความเป็นเรื่องของนิยายเรื่องนี้ดูจริงจัง แม้บางช่วงจะลางเรือนและคลุมเครือ หรือบางตอนจะฉูดฉาดเปี่ยมสีสันเติมแต้มแต่ก็ยังดูจริงจังอย่างยิ่ง

ความโดดเด่นประการต่อมาคือเรื่องวรรณศิลป์ ทั้งสำนวนภาษา การสร้างตัวละคร ฉาก ลีลาการถ่ายทอดเหตุการณ์ และบทสนทนาที่ถ่ายทอดผ่านวรรณศิลป์อันงดงาม ทั้งหมดทำให้เรื่องราวมีชีวิตขึ้นมาโลดแล่นในห้วงคำนึงของผู้อ่าน อย่างน่าประทับใจและที่สุดแล้ว ความโดดเด่นอีกประการที่ทำให้ พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ เป็น นิยายที่น่ายกย่องคือ ‘ชีวิต’ นี่เอง

นิยายเรื่องนี้สะท้อนทั้งความเศร้า ความสุข ความแค้น ความเห็นแก่ตัว ความเสียสละ ความหวังอันเรืองรองและริบหรี่ รวมทั้งอารมณ์ความรู้สึกอีกมากมายมหาศาลที่ขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินเรื่อยไป ไม่ว่าจะเป็นที่จดจำหรือถูกหลงลืมไปในที่สุดก็ตาม

และนี่ก็คือสิ่งที่วรรณกรรมชั้นดีสามารถทำได้

“ผู้ลี้ภัย ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความโหยหาที่อยู่ในใจ คือประวัติศาสตร์ของความรู้สึก” วีรพร นิติประภา กล่าว

 

อารยา ราษฎร์จำเนิญสุข เจ้าของนวนิยาย ผุดเกิดมาลาร่ำ จาก 100 ต้นสน แกลลอรี่ นวนิยายเรื่อง ผุดเกิดมาลาร่ำ นำเสนอโศกนาฎกรรมของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งในสามช่วงวัย โดยเปิดเปลือยความทรงจำเพื่อให้บาดแผลจากการถูกกระทำความรุนแรงในวัยเด็ก ความพยายามดิ้นรนเพื่อเยียวยาบาดแผลนั้นในช่วงวัยสาว ผ่านการทำแท้งความทรงจำและการปลดปลงกับเรือนร่างอันเสื่อมสลายของตนในวัยชราด้วยการพินิจพิจารณาถึงความตาย

ความโดดเด่นที่สำคัญในนวนิยายเล่มนี้คือ บทพรรณนาอันละเมียดละไม บางสำนวนภาษาได้ถักทอขึ้นใหม่เพื่อรองรับอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละคร การบรรยายฉากและเหตุการณ์จากสายตาของผู้เขียนซึ่งเป็นศิลปินได้ทำให้เกิดมโนภาพอันแจ่มชัด แม้ว่าบางเหตุการณ์จะเป็นเพียงภาพฝันที่บางเบา แต่เร้าอารมณ์กินลึกเข้าไปในความรู้สึกอย่างทรงพลัง

การนำเสนอเรื่องเล่าส่วนตัวด้วยการเปิดเผยบาดแผลภายในจิตใจมิได้เป็นเพียงสำนึกภายในตัวตนอันสลับซับซ้อนเท่านั้น หากบาดแผลยังได้กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำร่วมที่ปัจเจกชนคนหนึ่งถูกกระทำจากครอบครัวและระบบสังคมอย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวละครมิได้นำพาความรู้สึกไปสู่ความโศกเศร้าเท่านั้น ผู้เขียนยังนำความรู้สึกทุกข์ตรมมาเพ่งพินิจอย่างละเอียดลออเพื่อกระตุกกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับ สลาย และปล่อยวางตัวตน เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่ดำเนินต่อไป

นอกจากด้านเนื้อหาแล้ว ผุดเกิดมาลาร่ำ ยังมีความโดดเด่นด้านรูปแบบนั่นคือการผสมผสานศิลปะอันหลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งภาพถ่าย ละคร บทเพลง และบทกวี ตลอดจนการจัดรูปเล่มที่สอดประสานเข้ากันอย่างแนบสนิทกับเรื่องเล่าภายในตัวบท อีกทั้งนวนิยายยังเชื่อมโยงไปสู่การจัดแสดงทางศิลปะซึ่งอยู่นอกตัวบทอีกด้วย

ดังนั้นนวนิยายเล่มนี้ จึงทำให้เห็นพลังของตัวบทที่มิได้ดำรงตนอย่างโดดเดี่ยว ทว่า ยังส่งต่อความหมายถึงศิลปะแขนงอื่นอีกด้วย

 

อุรุดา โควินท์ เจ้าของนวนิยาย หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา จาก สำนักพิมพ์มติชน หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ท้าทายความเป็นนวนิยายด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงสาวที่อยากเป็นนักเขียนกับชายหนุ่มนักเขียนผู้มีชื่อเสียง เป็นนวนิยายซึ่งความเป็นจริงและจินตนาการประสานกลืนกันอย่างไร้รอยต่อ กลายเป็นเรื่องแต่งที่เสมือนว่าไม่ใช่เรื่องแต่ง

ผู้เขียนตกแต่งการเขียนอย่างประณีต ประดิดประดอยถ้อยคำพรรณนาอารมณ์ความรู้สึกถึงความสัมพันธ์แนบสนิทที่ค่อยๆสานก่อจากสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิติประจำวันเลือกสรรแต่ละฉาก แต่ละช่วงเวลา แต่ละเหตุการณ์มาเล่าอย่างกระจัดกระจาย ไม่ปะติดปะต่อ เต็มไปด้วยรายละเอียดของภาพ ของห้วงความคิดของอารมณ์ความรู้สึกอย่างอ่อนหวาน อ่อนไหว เข้มแข็ง ห้าวหาญ เป็นการเขียนแบบผู้หญิงที่เปิดโอกาสให้ตัวละครผู้หญิงเปล่งเสียงผ่านตัวอักษรสำแดงตัวเองและยืนยันตัวตนในฐานะของผู้หญิงที่รักผู้ชายคนหนึ่ง แต่กระนั้นก็มิได้สูญเสียความเป็นตัวเองหรือสยบยอมต่อความรักนั้น

“ดูผิวเผิน เป็นเรื่องรักที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิต แต่ความรักเหมือนหีบห่อเหมือนกระเป๋าใบหนึ่งที่มีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้น โดยเลือกวิธีเล่าระหว่างเรื่องแต่งกับนิยาย ใช้เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งในนามของคนรัก ที่เล่าเรื่องรัก ผู้หญิงที่เป็นคนอื่นโดยสิ้นเชิงในสถานที่ที่เธอยืนอยู่ เป็นเสียงที่ใครไม่อยากฟัง เสียงที่ใครไม่ได้ยิน จึงต้องเขียนเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงนั้น” อุรุดา โควินท์ กล่าว

 

อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ เจ้าของนวนิยาย อีกไม่นานเราจะสูญหาย จาก สำนักพิมพ์ เม่นวรรณกรรม นวนิยายที่นำเสนอผลกระทบของระบบทุนนิยมผ่านความวิกลจริตของตัวละคร การแตกสลายภายในจิตใจของตัวละครเป็นผลกระทบจากการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า แม้แต่เรื่องเล่าที่ผิดศิลธรรมอย่างสุดโต่งก็มีราคาค่างวดที่นำไปขายได้ ผู้เขียนได้วิพากษ์บทบาทของศิลปะ ว่ามีส่วนสำคัญในการบันดาลให้สรรพสิ่งทั้งที่เป็นวัตถุหรือแม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นสินค้า โดยเฉพาะสุนทรียศาสตร์ของศิลปะที่เข้าไปอำพรางความเป็นจริง แม้ว่าสิ่งนั้นจะเน่าเฟะ ผุผัง หรือแม้แต่เต็มไปด้วยความเสื่อมถอยแต่สุนทรียะก็ทำให้กลายเป็นความหวัง ความฝันที่น่าปรารถนา หรือแม้แต่การนำมาซึ่งความสุข

ผู้เขียนได้เข้าถึงต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวด้วยการนำเสนอให้เห็นว่า อาการทางจิตเภทของตัวละครคืออีกด้านที่ทุนนิยมซุกซ่อนและกดทับเอาไว้ แม้ว่าตัวละครในเรื่องจะเต็มล้นไปด้วยทุกข์ระทมอันเกิดจากการแตกสลายภายในครอบครัวภาวะติดข้อง อยู่ในความหดหู่จากความทรงจำอันโหดร้ายหรือความเศร้าอันเกิดจากความตายของคนที่รัก แต่ผู้เขียนล้วนนำภาวะของการเกิดซ้ำและหมุนวนซึ่งมีนัยของการหยุดอยู่กับที่ดังกล่าวมาท้าทายระบบทุนนิยมซึ่งมักลวงว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องรุดไปข้างหน้าตลอดเวลา

แก่นสารที่สำคัญของนวนิยายเรื่อง อีกไม่นานเราจะสูญหาย จึงตีแผ่ให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบทุนนิยมที่เข้าไปปฏิบัติการถึงระดับภายในจิตใจของมนุษย์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งผู้เขียนก็พลิกกลับความหมายของคนวิกลจริต ความโศกเศร้าและความอาลัยอาวรณ์ให้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะขัดขวางหรืออย่างน้อยก็เข้าไปก่อกวนระบบทุนนิยมได้และนี่คือความเด่นของนวนิยายเรื่องนี้ที่ไม่ได้นำเสนอเพียงปัญหา แต่ยังชี้ให้เห็นการท้าทายต่อปัญหาของสังคมร่วมสมัยอีกด้วย

“สังคมในปัจจุบันที่ทุกสิ่งมีผลต่อจิตใจ ความคิดของคน ที่ถูกสังคมขมวด ทำให้อยากได้อยากมี โดยตัวละครแต่ละคนต่างมีปมที่ซ่อนอยู่ ต่างมีความซับซ้อนในตัวเอง แต่ไม่ว่าจะยังไงทุกความสัมพันธ์ต้องล้มหายตายจาก ต้องสูญสลาย ไม่เว้นแม่แต่ตัวเอง” อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์

ทั้งนี้คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) จะพิจารณาหนังสือนวนิยายเพื่อประกาศผลรางวัลชนะเลิศต่อไป

ข่าวน่าสนใจ

Close