ฝึก“สมาธิ”ลดความว้าวุ่นใจยุคโซเชียลมีเดีย

กรมสุขภาพจิต ชวนคนไทย ฝึกทำ “สมาธิ” ลดความว้าวุ่นใจยุคโซเชียลมีเดีย สมองไบรท์ สุขภาพจิตดี๊ดี

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา นอกจากประชาชนจะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ ทางศาสนาเช่น ตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียน เพื่อบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญในวันนี้แล้ว กรมสุขภาพจิตยังขอแนะนำให้ประชาชนถือฤกษ์วันสำคัญนี้ เริ่มต้นฝึกการทำสมาธิ (Tranquil Meditation) เนื่องจากการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคของโซเซียลมีเดียที่เข้าถึงตัวบุคคล มีข่าวสารมากมายเปลี่ยนแปลงเร็วตลอดเวลา ทําให้สมองทํางานโดยคิดอย่างไม่สิ้นสุด หลายคนอาจแก้ปัญหาไม่ตก ทั้งเรื่องในอดีต และอนาคต ทำให้มีความเครียด ความอดทนน้อยลง อารมณ์หงุดหงิด อาจทำให้สุขภาพแย่ลงตามไปด้วย จึงแนะนำให้ฝึกทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายความเครียดต่างๆที่มากระทบ และเป็นวิธีที่ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก การฝึกสมาธินี้ยังเป็นบุญกุศลในทางพุทธศาสนา ทำให้จิตสะอาดผ่องใส เพียงแค่จัดเวลาวันละ 10-30 นาที ไม่ถึงร้อยละ 2 ของเวลาทั้งวัน หากทำเป็นประจำทุกวันจะได้ผลดีมาก

การฝีกทำสมาธิ กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอันมาก เป็นการทำให้จิตสงบ ผ่อนคลาย ผลงานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากยืนยันว่าการทำสมาธิช่วยในการรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ไมเกรน หอบหืด ที่เห็นชัดที่สุดคือทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น จิตใจแจ่มใส ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า เนื่องจากการทำสมาธิ จะช่วยเพิ่มระดับของสารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง ยับยั้งการทำงานของสมองส่วนกลางส่วนที่ทำหน้าที่สร้างอารมณ์ด้านลบ และขณะที่ทำสมาธิจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและการเผาผลาญอาหารในร่างกายทำงานดีขึ้น ทำให้กระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อยง่าย อารมณ์แจ่มใส หากทำสมาธิติดต่อกันนาน 8 สัปดาห์ ส่งผลดีต่อสุขภาพสมอง สมองไบรท์ขึ้น ช่วยให้ความจำดีขึ้น มีจิตใจเข้มแข็ง สามารถเผชิญปัญหาได้ทุกรูปแบบ จัดการกับอารมณ์ต่างๆได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่คนเราจะมีสิ่งมากระทบจิตใจได้บ่อย เช่น มีคลิปวีดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ และแชร์กันต่อๆมา เมื่อดูแล้วเกิดอารมณ์ทางบวกและทางลบได้ง่าย สมาธิจะช่วยขจัดความขัดแย้งในจิตใจได้อย่างดี

ทางด้านนายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ จ.นครพนม กล่าวว่า

การทำสมาธิสามารถทำได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ การทำสมาธิในช่วงตั้งครรภ์นอกจากลูกในครรภ์จะได้รับอิทธิพลความสงบไปด้วยแล้วนั้น ยังส่งผลดีต่อตัวของแม่ ถ้าแม่ฝึกสมาธิตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เวลาเจ็บครรภ์คลอดจะทำให้มีสติ รู้จักการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไม่ให้เจ็บปวดมากเกินไป เมื่อทารกคลอดออกมา จะเป็นเด็กอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย จะมีพัฒนาการทั้งด้านพฤติกรรมและอารมณ์ไปในทิศทางที่ดี

นายแพทย์กิตต์กวีกล่าวต่อว่า การทำสมาธิมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ ขั้นตอนที่ 1 คือการฝึกจับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าให้รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รู้ว่าหายใจออก ไม่ต้องนับหรือใช้ถ้อยคำใดๆ ขั้นตอนที่ 2 ระหว่างฝึกจับลมหายใจ หากมีความคิดใดๆผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ ขอให้เพียงแค่รู้ตัวและปล่อยให้ความคิดนั้นผ่านเลยไป ให้หันความสนใจมาที่ลมหายใจเท่านั้น ข้อสำคัญคืออย่าสั่งตัวเองให้หยุดคิด เพราะจะทำให้จิตว้าวุ่น ไม่สงบ และขั้นตอนที่ 3 คือการฝึกจัดการกับความง่วง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อจิตสงบแล้ว โดยให้ยืดตัวตรง หายใจเข้าออกแรงๆสัก 5-6 ครั้ง หรือใช้วิธีจินตนาการหลอดไฟที่สว่างจ้าสักครู่หนึ่ง หากหายง่วงแล้วให้กลับไปตามรู้ลมหายใจให้ต่อเนื่องต่อไป ควรทำสมาธิหลังตื่นนอนใหม่ๆ เพราะร่างกายยังสดชื่นอยู่ ส่วนช่วงก่อนนอน ลองฝึกรู้ลมหายใจจนหลับไปจะทำให้นอนหลับได้ลึก และผ่อนคลายได้ดี ขณะนี้รพ.จิตเวชนครพนมฯได้ให้ผู้ใช้บริการทุกคนฝึกสมาธิ สติ ก่อนรับบริการตรวจรักษา และฝึกผู้ป่วยในที่มีอาการดีขึ้นแล้ว เพื่อสามารถดูแลตัวเองครบถ้วนทั้งกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

ข่าวน่าสนใจ

Close