The People Under the Stairs-หนังสยองขวัญที่ปฏิวัติ

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…ลองไปว่ากันถึงหนังประเภท “สยองขวัญ” อีกซักเรื่อง แต่คงไม่ได้สยองขวัญแบบน่าเกลียด น่ากลัว หรือเอาแต่ขนหัวลุกกันลูกเดียว เพราะถ้าจัดประเภทตามแบบพวกฝรั่งแล้ว ยังต้องจัดให้อยู่ในประเภท “ตลกสยองขวัญ” (comedy horror)หรือยังพอได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ให้หายเครียด หายขนพอง กันได้มั่ง แต่ถ้าดูไปด้วย-คิดไปด้วย หรือดูให้ลึกๆยิ่งไปกว่านั้น หนังเรื่องนี้ยังแฝงไปด้วย “คติ” ระดับลุ่มลึก ลึกซึ้ง พอๆกับปรัชญาการเมือง เศรษฐกิจ ที่ถูกสอดแทรกไว้ในโครงเรื่อง ชนิดดูแล้วพอได้เกิดอุทาหรณ์สอนใจ ยิ่งกว่าหนังประเภทดรามา คว้านลึก หลายต่อหลายเรื่อง ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า…

เพราะผู้แต่งเรื่อง เขียนเรื่อง รวมทั้งโดดมาเป็น “ผู้กำกับ” ของหนังเรื่องนี้อีกด้วย ก็คืออดีตศาสตราจารย์ ภาควิชาปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัย “Clarkson University” ที่จบวิชาปรัชญามาจากมหาวิทยาลัย “Johns Hopkin” ก่อนผันตัวเองมาสู่วงการหนังในอีกไม่นาน-ไม่ช้านั่นเอง นั่นคือผู้มีนามกรว่า “เวสลีย์ เอิร์ล คราเวน” (Wesley Earl Craven) หรือเรียกกันสั้นๆว่า “เวส คราเวน” ที่ในเวลาต่อมาถึงกับได้ฉายาในแวดวงฮอลลีวู้ดว่า “เจ้าพ่อแห่งความสยองขวัญ” (Master of Horror) หลังจากได้ประดิษฐ์ คิดค้น เสกสรรค์ตัวละครที่น่าขนลุก ขนพองแบบสุดๆรายหนึ่ง ขึ้นมาบนแผ่นฟิล์ม นั่นคือ “ไอ้นิ้วเขมือบ” หรือ “เฟรดดี้ ครูเกอร์” (Freddy Kruger)ในหนังเรื่อง “ศุกร์ 13 ฝันหวาน” ในแต่ละภาคนั่นเอง…

แต่ว่ากันว่า…ตั้งแต่ก่อนเข้ามาสู่วงการหนัง “เวส คราเวน” ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รุ่มรวย “อารมณ์ขัน” มาตั้งแต่ยังสอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว อีกทั้งการที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนาอยู่พอสมควร ทั้งอารมณ์ขัน ทั้งความเชี่ยวชาญในด้านสยองขวัญ ที่ถูกนำมารวมกับความมีศีล มีธรรม ได้อย่างลงตัวเป๊ะๆๆ จึงทำให้หนังเรื่อง “The People Under the Stairs” หรือผู้คนในบ้านใต้ถุน ใต้ดิน ที่บ้านเราเอามาตั้งชื่อใหม่ว่า “บ้านกระตุกอย่าอยู่เดี่ยว” อะไรทำนองนั้น จึงเป็นหนังที่ทั้งตลก ทั้งสยองขวัญ ทั้งได้คติ ปรัชญา ในแง่ศีลธรรม คุณธรรม มนุษยธรรม ครบหมวดหมู่ ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ภายในหนังเรื่องเดียว ด้วยประการละฉะนี้…คือเป็นเรื่องที่พระเอก หรือตัวเอก ยังเป็นเด็กอายุแค่ 13 ปีเท่านั้นเอง ผู้มีชื่อว่า“วิลเลียมส์ พอยน์เด็กซเตอร์” (William Poindexter) แต่ถูกเรียกขานกันในนาม “ฟูล” (Fool) ตามที่พี่สาวนำเอาชื่อไพ่ทำนายมาใช้เป็นชื่อเล่น แสดงโดยดาราเด็กที่เคยเล่นหนังดังๆมาแล้วหลายเรื่อง นั่นคือ “แบรนดอน อดัมส์” (Brandon Adams) ซึ่งต้องเรียกว่า…เหมาะกับการเล่นบทๆนี้เอามากๆ คือบทของเด็กชายผิวสีที่เกิดและเติบโตในชุมชนชาวผิวดำที่จนแสนจน แม้ว่าจะฉลาด เรียนเก่ง จนพี่สาวหวังว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นหมอ เป็นนายแพทย์ แต่ด้วยความจนแสนจน ไม่มีเงินค่าเช่าบ้านจนถูกเจ้าของบ้านเตรียมจะยึดที่ ยึดบ้าน ในอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน แถมมารดาผู้ให้กำเนิด ยังดันมาป่วยร้ายแรงด้วยโรคมะเร็งซะอีกต่างหาก “ฟูล” ก็เลยหนีไม่พ้นต้องหาทางออก ด้วยการร่วมขบวนการปล้นบ้านเจ้าที่ดิน หรือเจ้าของบ้านที่สร้างบ้านให้ใครต่อใครเช่า แบบขูดเลือด ขูดเนื้อ ชนิดถ้าไม่มีเงินให้ค่าเช่าขึ้นมาเมื่อไหร่ มีอันต้องถูกยึด ถูกไล่ที่ ขึ้นมาเมื่อนั้น…

การ “ปล้นคนรวย” เพื่อเอาเงินมาช่วยคนจน ช่วยรักษาแม่ ช่วยจ่ายค่าเช่าบ้านให้กับพี่สาว ของ “ฟูล” นั่นเอง…ที่ทำให้เกิดเรื่อง เกิดราว ทั้งตลก ทั้งสุดแสนสยองขวัญ อุบัติขึ้นมาเป็นเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง ของ “The People Under the Stairs” ตั้งแต่ต้น จนจบลงไปด้วยความแฮปปี้เอนดิ้ง แต่กว่าจะแฮปปี้เอนดิ้ง ก็ต้องเรียกว่า…เล่นเอาผู้ดูหนีไม่พ้นต้องขนลุก ขนตั้ง ไปกับความเหี้ยมโหด อำมะหิต ไปจนถึงความบ้า ความซาดิสต์ ของเจ้าของบ้านเช่า เจ้าของที่ดิน ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลนายทุนวิปริตอดีตผู้ทำมาหากินกับการค้าขายโลงศพ เอาโลงถูกๆมาขายในราคาแพงๆ พอเริ่มมีเงินเป็นกอบเป็นกำก็เอาไปซื้อ-ขายที่ดิน สร้างบ้านให้ใครต่อใครเช่า จนรวยขึ้นๆจากการยึดบ้านคนจนแล้วเอาไปขายต่อ ทำเงินต่อ ตามแบบฉบับที่ลุงของ “ฟูล” บรรยายเอาไว้ในเรื่องนั่นแหละว่า… “เมื่อได้ (เงิน)มากขึ้น…ก็โลภมากขึ้น…เมื่อโลภมากขึ้น…ก็บ้ามากขึ้น” จนความบ้ากลายไปเป็นความวิปริต ชนิดพี่ชายกับน้องสาว กลายมาเป็นสามีกับภรรยากันแทนที่ และเมื่ออยากได้ลูก ก็ไปขโมยเอาเด็กมาเลี้ยง บีบบังคับให้เด็กๆ เป็นไปตามแบบฉบับที่ตัวเองต้องการ ห้ามพูด-ห้ามเห็น-ห้ามฟังสิ่งต่างๆที่ตัวเองไม่ต้องการให้พูด-ให้เห็น-ให้ได้ยินใดๆทั้งสิ้น เด็กรายใดไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ตัดหู ตัดลิ้น ขังเอาไว้ในบ้าน หรือในชั้นใต้ดิน ปล่อยให้อดข้าว อดอาหาร จนต้องหันไปกินเนื้อมนุษย์กันแทนที่…ฯลฯลฯ…

แต่ภายใต้ความโหด ความอำมะหิต เหล่านี้…ถ้ามองกันในแง่ปรัชญา คงไม่ได้อะไรไปจากความพยายามอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” หรือ “ความแตกต่างทางชนชั้น” นั่นแล เพียงแต่ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายกันโดยคำศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์อะไรให้เมื่อย แต่อาศัยจินตนาการ อาศัยความเป็นหนัง เป็นนิยาย เข้าไปถ่ายทอดสิ่งต่างๆให้สามารถรับรู้กันถึงระดับจิตวิญญาน ไม่ใช่แค่ระดับสมองเท่านั้น หนัง “ตลก-สยองขวัญ” เรื่องนี้ จึงไม่ได้ต่างอะไรไปจากหนังปรัชญง ปรัชญา หรือหนังประเภทคว้านลึกทั้งหลาย แถมยังสามารถเอาสนุก เอามันซ์ซ์ซ์ เอาตื่นเต้น ได้อีกต่างหาก ยิ่งการอาศัย “เด็ก” ที่สุดแสนจะน่ารัก บริสุทธิ์ จริงใจ แถมเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ความรับผิดชอบ อย่าง “ฟูล” เป็นตัวแทนในการต่อสู้กับความบ้า ความอำมะหิต โหดร้าย ของพวกนายทุน เจ้าที่ดิน หรือพวกคนรวยทั้งหลาย ยิ่งทำให้การเอา “ธรรมะ” ไปชนะ “อธรรม” ในหนังเรื่องนี้ยิ่งเป็นอะไรที่น่ารัก น่าประทับใจเอามากๆ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า เหมือน “ธรรมชนะอธรรม”ในหนังเรื่องอื่นๆ…

ความผูกพันระหว่างเด็กๆ…ไม่ว่าระหว่าง “ฟูล” กับเด็กพิการที่ถูกตัดลิ้นและอาศัยอยู่ในผนังบ้าน หรือกับ “อลิซ” เด็กผู้หญิงที่น่ารัก น่าสงสาร ที่สะท้อนถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ รวมไปถึงความรู้สึกแห่งความรับผิดชอบ ชนิดแม้แต่ตัวเองมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน มีเงินพอที่จะพาแม่ไปรักษาโรคมะเร็งได้แล้ว แต่ “ฟูล” ก็ยังพร้อมที่จะกลับไปเสี่ยงชีวิต เพื่อช่วยเหลือ และปลดปล่อย “อลิซ” รวมทั้งบรรดาผู้ที่ถูกกักขังเอาไว้ใต้ถุน ใต้ดิน ให้มีโอกาสกลับมาสัมผัสกับ “ความเป็นมนุษย์” ได้เหมือนกับผู้คนปกติ ธรรมดาโดยทั่วไปให้จงได้ บางฉาก บางเหตุการณ์ในเรื่อง ก็เลยเล่นเอา “น้ำตาซึม” ไปได้เหมือนกัน…

เอาเป็นว่า…คงต้องไปดูกันเอาเองก็แล้วกัน และอย่าดูเพียงแค่เอามันซ์ซ์ซ์ เอาสยองขวัญ ตื่นเต้น ตกใจ หรือตลก ไปตามประสาคนที่ชอบกรี๊ดๆกร๊าดๆ ชอบร้อง ชอบหวีด ไปตามเรื่อง ตามราว แต่เพียงเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง หรือบทสนทนา ที่มีความเฉียบแหลม เฉียบคม มิใช่น้อย เมื่อดูไป-ดูมา คงต้องเก็บมาคิดๆเอาไว้มั่ง อันอาจส่งผลให้เกิดข้อคิด ข้อสรุป ถึงเรื่องของความรวย-คนจน แม้แต่ความยุติธรรม-อยุติธรรม ที่มักครอบงำ “โครงสร้างทางสังคม” จนทำให้กระทั่ง “กฏหมาย” ที่ปราศจากการบังคับใช้แบบจริงๆจังๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่เปิดโอกาส หรือช่วยปกปิด “อาชญากรรม” อันสืบเนื่องมาจาก “ความแตกต่างทางชนชั้น” ได้เสมอๆ ชนิดเผลอๆ…หนังเรื่องนี้แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “หนังปฏิวัติ” เอาเลยถึงขั้นนั้น คือสามารถก่อให้เกิด “แรงกระตุ้น” หรือ “แรงบันดาลใจ” ในการลุกขึ้นมาทวงถาม “ความเป็นธรรมทางสังคม” ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์…
—————————————————-

ข่าวน่าสนใจ

Close