The Party สุนทรียะแห่งอารมณ์ขัน

โดย คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ว่ากันในเรื่องหนังคลาสสิค…ไม่ว่าประเภทคว้านลึก ปรัชญง ปรัชญา ดรามา บู๊แอคชั่น สยองขวัญ ผจญภัย ฯลฯ จนแทบจะครบทุกรสไปหมดแล้ว เหลือแต่ “หนังตลก” ที่ยังไม่เคยหยิบมาพูดถึง สัปดาห์นี้…เลยขออนุญาตไปหยิบเอาหนังประเภทนี้ มาลองว่าๆกันดูมั่ง เพราะเรื่องของความตลก หรือการมี “อารมณ์ขัน” นั้น ถือเป็น “สุนทรียะ” อีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่จะเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาได้ง่ายๆ ถ้าหากไม่ “เข้าถึง” กันจริงๆ อารมณ์ตลกแบบ “ตลกแห้ง” นั้น ออกจะเป็นอะไรที่น่าปวดเศียร เวียนเกล้า และน่าเหน็ดเหนื่อยซะเหลือเกิน…

ดูเหมือนว่า…สภาพความเป็นไปของโลกยุคใหม่ สังคมสมัยใหม่ มันออกจะทำให้อะไรต่อมิอะไรออกมาทาง “แห้งๆ” ซะเป็นหลัก อะไรๆที่ว่ากันว่า “ตลก” ฟังแล้วขำ ดูแล้วขำ ไปๆ-มาๆมันกลับทำให้รู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว ไม่ได้ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการหัวเราะ หรือแม้กระทั่งยิ้มๆ เอาเลยก็ว่าได้ จะเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันกลายเป็น “เครื่องจักร” เป็น “อิเล็คทรอนิคส์” ไปซะหมด หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจสรุปได้ แต่ในฐานะ “คนแก่” ที่ลองพยายามค้นหา “เสียงหัวเราะ” จากหนังของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่อง หนังโฆษณา แม้แต่ “คลิปวิดีโอ” ที่หยิบเอามาโพสต์ มาแชร์ กันไป-มา ว่าดูแล้วต้องมีอันได้หัวเราะแบบขี้แตก ขี้แตน อะไรทำนองนั้น ฯลฯ แต่ไปๆ-มาๆ…บางครั้งกลับทำให้เกิดความรู้สึกสลด หดหู่ น่าเกลียด น่าขยะแขยง จนอดตั้งคำถามถึง “สุนทรียะ” ประเภท “อารมณ์ขัน” ของคนยุคใหม่ สมัยใหม่ ขึ้นมาไม่ได้ว่า มันกำลังเหือดแห้ง หายไป แบบเดียวกับสุนทรียะในเรื่องความสวย ความงาม ความไพเราะ-ไม่ไพเราะ ที่สูญสลายไปจากบทเพลง ดนตรี วรรณกรรม บทกวี ฯลฯหรือไม่ อย่างไร…

ด้วยเหตุนี้…สัปดาห์นี้ เลยต้องลองไปลากเอาหนังตลกเก่าๆ เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว คือหนังเรื่อง “The Party” ที่นำแสดงโดยอภิมหาดาราเจ้าบทบาทชาวอังกฤษ (ลูกครึ่งอังกฤษ-ยิว) คือ “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” (Peter Sellers) มาแนะนำให้ลองไปหามาดู เผื่อว่าพอจะได้รู้ๆ หรือพอได้ “เข้าถึง” ว่า “ความตลก” หรือ “สุนทรียะแห่งอารมณ์ตลก” แบบของจริง-ของแท้นั้น…มันน่าจะเป็นไปในแนวไหน โดยแม้ว่าเรื่องทั้งเรื่อง หรือโดยโครงเรื่องทั้งหมด แทบไม่มีอะไรเป็นเนื้อ เป็นหนัง เอาเลยแม้แต่น้อย เป็นเรื่องของนักแสดงประเภท “ตัวประกอบ” ชาวอินเดีย ชื่อว่านาย “ฮรุนดี บักชี” (HrundiBakshi)ซึ่งรับบทโดย “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” ที่สุดแสนจะเซ่อซ่า ซุ่มซ่าม สร้างความพังพินาศ ฉิบหาย ให้กับกองถ่ายทั้งกอง ระเบิดฉากทั้งฉากที่ลงทุนเอาไว้แพงแสนแพง จนผู้กำกับหนังต้องโทรศัพท์ไปรายงานกับผู้อำนวยการสร้าง ถึงย่อยยับของหนังอันเนื่องมาจากฝีมือของตัวประกอบรายนี้…

แต่เผอิญระหว่างที่ผู้อำนวยการสร้างจดชื่อจดบัญชีแค้น ของนักแสดงตัวประกอบรายดังกล่าวเอาไว้ในแผ่นกระดาษบนโต๊ะทำงาน ด้วยความผิดพลาดของเลขาฯผู้อำนวยการสร้าง คิดว่าชื่อที่จดเอาไว้ คือหนึ่งในรายชื่อ “แขกรับเชิญ” ที่จะให้เชิญไปในงานปาร์ตี้ ที่ผู้อำนวยการสร้างรายนี้จัดขึ้นมา ณ บ้านพักอันสุดแสนอลังการ์ แขกที่ “ได้รับเชิญโดยอุบัติเหตุ” อย่างนาย “ฮรุนดี บักชี” เลยกลายเป็นตัวสร้าง “ความป่วน” ภายในงานทั้งงาน ชนิดได้ฮากันแบบขี้แตก ขี้แตน ไปตลอดทั้งเรื่องนั่นแล และแม้ว่าตัวโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง แทบไม่มีอะไรมากมายดังที่กล่าวไปแล้ว แต่ด้วยฝีไม้ ลายมือ ศิลปะ การแสดงออกถึงอารมณ์สุนทรีย์ ของอภิมหาดาราอย่าง “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” นั่นเอง ที่ทำให้ผู้ดูมีสิทธิ์ “กรามค้าง” ได้ทุกเมื่อ การอาศัยสีหน้า แววตา ที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือ หรือองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อคั้นเอา “ความตลก” ออกมา แค่เฉพาะฉากที่ “ฮรุนดี บักชี” ยืนไขว้ขวา ม้วนต้วนไป-มา เพราะ “ปวดเยี่ยว” ขณะฟังนางเอกเดี่ยวกีร์ต้าร์ โชว์เพลงให้บรรดาแขกเหรื่อ ได้รับฟังกันอย่างซาบซึ้ง ดื่มด่ำนั้น ไม่ว่าใครเส้นลึก เส้นตื้น มีสิทธิ์งอกลิ้ง งอหงาย ได้โดยทันที…

คือดาราตลกอย่าง “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” นั้น…ถ้าหากเป็นรอง ก็คงเป็นรองแต่เฉพาะ “ชาลี แชปปลิน” อภิมหาตลกนิรันดรกาลเพียงรายเดียว ซึ่งถ้าดูจากประวัติชีวิตความเป็นมาก็คงไม่ถึงกับเป็นเรื่องแปลก ที่จะทำให้ดาราผู้นี้ มีคุณลักษณะพิเศษ หรือมี “พรสวรรค์” ในเรื่องทำนองนี้มาตั้งแต่แรก เพราะเป็นเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัว “นักแสดง” มาตั้งแต่ต้น พ่อและแม่เป็นนักแสดงละครเร่ โดยขณะที่ตัวเองซึ่งเป็นลูกชายเพียงคนเดียว อายุได้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น แม่ก็หอบขึ้นไปเวทีละคร กลายเป็นผู้ที่ต้องรับบทเป็นตัวประกอบตั้งแต่เริ่มลืมตาดูโลกเอาเลยก็ว่าได้ แต่อาจเพราะพ่อเป็นอังกฤษ แม่เป็นยิว มิหนำซ้ำถูกส่งเข้าเรียนในโรงเรียนคาธอลิคเมื่อเริ่มโตๆขึ้นมา ท่ามกลางอารมณ์สุนทรีย์ที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นระยะ เลยต้องถูกสอดแทรกเอาไว้ด้วย “ความสับสน” ในเรื่องของความคิด ความเชื่อ หรือแม้แต่ “ความเป็นตัวของตัวเอง” อันนำมาซึ่งวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยจะสุนทรีย์ซักเท่าไหร่นัก ของ “ดาวตลก” รายนี้ จนตัวเอต้องกลายสภาพเป็นคนที่ติดเหล้า ติดยา ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตสมรส ต้องหย่าร้างไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง…

แต่ก็นั่นแหละ…เรื่องของ “ชีวิตส่วนตัว” กับเรื่องของ “หน้าที่-การงาน” คงต้องแยกออกจากกันเป็นคนละเรื่อง แม้ชีวิตจะสับสน ปั่นป่วน จนต้องจบชีวิตไปภายในระยะเวลาอันสั้น คือตายเมื่ออายุเพียงแค่ 54 ปีเท่านั้นเอง ด้วยโรคหัวใจ แต่ในแง่ผลงานที่ทิ้งเอาไว้ให้กับวงการหนัง วงการแสดง ไม่ว่าตั้งแต่เริ่มต้นจัดรายการโชว์ทางวิทยุ BBC คือรายการ “The Goon Show” เมื่อปีค.ศ.1960 ชนิดผู้คนในเกาะอังกฤษไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคน ติดกันงอมแงม จนเริ่มเข้าสู่วงการแสดง รับบทเป็นโน่น เป็นนี่ โดยเฉพาะที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คือบท “นักสืบ” ในหนังตลกมินิซีรีส์ เรื่อง “The Pink Panther” นั่นเอง จึงทำให้ “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” กลายเป็น “อภิมหาดารา” ที่ได้รับการยกย่อง สรรเสริญ คว้ารางวัลอะไรต่อมิอะไรต่างๆมาตลอดช่วงชีวิตของการแสดง…

นอกจากจะเป็น “นักแสดง” เป็น “ดาวตลก” ระดับคลาสสิคแล้ว…ว่ากันว่าเขายังมีความสามารถในการร้องเพลง และยังเป็น “มือกลอง” ในวงดนตรีแจ๊ซ ชนิดออกเดินสายโชว์ฝีไม้ลายมือไปทั่วทั้งเกาะอังกฤษ อินเดีย ศรีลังกา และพม่า ระหว่างรับหน้าที่เป็นผู้กล่อมขวัญทหารอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย การเข้าถึง-เข้าใจในศิลปะของการร้อง การแสดง และการสะสมมุขตลกต่างๆ เอาไว้ตั้งแต่เริ่มไต่เต้าขึ้นมาในวงการ จึงทำให้เมื่อถึงจังหวะดัง ก็เลยดังระเบิด ดังแบบประเภท “ของจริง-ของแท้” ชนิดที่ทำให้หนังแต่ละเรื่องของ “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” เป็นหนังที่ดูได้ ดูดี ไปด้วยกันทั้งสิ้น…

สำหรับเรื่อง “The Party” ที่เขารับบทเป็นนักแสดงตัวประกอบชาวอินเดียนั้น นอกจากการดัดเสียง สำเนียง ให้กลายเป็นแขกอินตะระเดีย ที่พูดภาษาอังกฤษ ได้อย่างแนบเนียนเอามากๆ โดยคำพูดในบางวรรค บางประโยค ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจ-เข้าถึง “ความเป็นชาวอินเดีย” หรือ “วัฒนธรรมอินเดีย” ถึงกับทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย อย่างนาง “อินทิรา คานธี” หยิบเอาไปใช้พูดต่อ ในหลายช่วง หลายโอกาส นั่นคือคำพูดที่ว่า… “In India we don’t thinkwho we are, we knowwho we are.” หรือ “ในอินเดีย…เราไม่ได้…คิด…ว่าเราเป็นใคร แต่เรา…รู้…ว่า เราเป็นใคร” แต่ก็น่าเสียดาย…ที่ตัวของ “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” ที่เป็นผู้เอ่ยคำพูดประโยคนี้ ตามบทสนทนาในหนังเรื่องนี้ กลับไม่ได้หยิบเอาคำพูดว่าไปใช้กับ “ชีวิตจริง” ของตัวเองมากมายซักเท่าไหร่นัก ความ “ไม่รู้” ว่าตัวเองเป็นใคร จนทำให้สับสนไปกับ “ความคิด” ว่าตัวเองเป็นใครนั่นเอง เลยทำให้ชีวิตจริงของดาวตลกชาวอังกฤษผู้นี้ ต้องปั่นป่วน วุ่นวาย ไม่ได้เป็นอะไรที่สดชื่นเต็มไปด้วยสุนทรีย์ เหมือนอย่างนาย “ฮรุนดี บักชี” ในหนังเรื่อง “The Party” เอาเลยแม้แต่น้อย…

ข่าวน่าสนใจ

Close