Lawrence of Arabia กับสงครามที่ไม่เคยอวสาน

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

จะด้วยเหตุเพราะสถานการณ์โลก สถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงระยะนี้ มันออกไปทางซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศยิ่งขึ้นทุกที โอกาสที่จะเกิดสงครามรอบใหม่ สมรภูมิใหม่ๆ มีโอกาสเป็นไปได้สูงเอามากๆ หรือจะด้วยเหตุเพราะหลังๆนี้ ชักไม่รู้ว่าจะไปควานหาหนังเรื่องไรมาแนะนำกันดี เนื่องจากขุดเอามาจนโกดังทั้งโกดัง ทำท่าว่าจะเกลี้ยงหมดแล้ว อันนี้…ก็สุดแล้วแต่จะคิดกันไปยังไงก็ย่อมได้ แต่ที่แน่ๆก็คือ…สัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นต้องไปคว้าเอาหนังสงคราม หนังประวัติศาสตร์ เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว คือเรื่อง “ลอเรนซ์แห่งอาระเบีย” (Lawrence of Arabia) มานำเสนอเอาไว้ ณ ที่นี้…

หนังเก่า หนังคลาสสิค เรื่องนี้…ออกฉายตั้งแต่ปีค.ศ. 1962 แต่สำหรับใครที่อยากจะหามาดูในช่วงนี้ คงไม่ถึงยากลำบากซักเท่าไหร่ แวะเข้าไปในเว็บไซต์ประเภทหนังฟรีที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย จะเอาแบบเสียงภาษาอังกฤษ หรือแบบแถมซับ-ไทยเอาไว้ให้ด้วย อีกทั้งคม-ชัดระดับ HD ไปด้วยกันทั้งสิ้น โหลดเอามานั่งดู นอนดู ตะแคงดู ก็สนุก ตื่นเต้น น่าประทับใจ กว่าหนังใหม่ๆ ประมาณ 1 ล้าน 5 แสนเท่าเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะเรื่อง “ลอเรนซ์แห่งอาระเบีย” นั้น ถือเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ “ไม่ดู-ไม่ได้” ไม่ว่าจะดูแบบเอาสนุก เอามันซ์ซ์ซ์ ดูแบบศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมา หรือดูว่าเพราะอะไรมันถึงได้คลาสสิคระดับอภิมหาอมตะนิรันดรกาล ชนิดทำเนียบหนังระดับโลก หรืออันดับที่ถูกจัดขึ้นในอเมริกา ต้องบรรจุเอาไว้เป็น 1 ใน 100 ของหนังที่จะต้องรับการการกล่าวขานไปอีกตราบนานเท่านาน…

ความคลาสสิค ความยิ่งใหญ่ อลังการ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นของจริง-ของแท้ แบบชนิดใครก็ลอกเลียนแทบไม่ได้ ด้วยเหตุเพราะเนื่องมาจากฝีไม้ ลายมือ ของ “ผู้กำกับ” ระดับ “เดวิด ลีน” (David Lean)นั่นเอง ที่ไม่เพียงแต่สามารถทำให้ “วรรณกรรม” ระดับรางวัลโนเบล อย่างเรื่อง “ด.ร.ชิวาโก” กลายมาเป็น “วรรณกรรมบนฟิล์ม” ได้แบบทุกฉาก ทุกช็อต แต่เมื่อไปหยิบเอาเรื่องประวัติศาสตร์ อย่างเรื่องเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาเปิดเผย ตีแผ่ ให้เห็นด้านมืด ด้านลึก ด้านที่สดใสและมัวซัว อย่างเป็นงาน เป็นการ ผ่านวิถีชีวิตจริง ของตัวละครที่มีอยู่จริง ไม่ได้อิงนิยาย คือนายทหารอังกฤษรายหนึ่ง ผู้มีนามกรว่า “ที.อี.ลอเรนซ์” หรือ “Tomas Edward Lawrence” ที่มีทั้งความเป็นนักรบ นักการทหาร นักการทูต นักโบราณคดี และนักจินตนาการเพ้อๆ ฝันๆ รวมทั้งความทรหด อดทน ตามแบบฉบับชาวไอริช(ลูกครึ่งอังกฤษ-ไอริช)ฯลฯ รวมอยู่ภายในตัวไว้ด้วยกันทั้งหมด โดยมีฉากเหตุการณ์ว่าด้วยการต่อสู้ แย่งชิง แผ่นดินและอำนาจ ระหว่างชาวอาหรับและชาวเติร์ก รวมไปถึงนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษ ที่พยายามงาบโลกทั้งโลกมานานแล้ว ไม่ต่างไปจากคุณพ่ออเมริกาที่สืบทอดมรดกต่อมาในทุกวันนี้ เป็นเวทีรองรับโครงเรื่องในแต่ละฉาก แต่ละตอน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลยแซบอีหลี แซบกระด้อกระเดี้ยหลาย กลายเป็นหนังอมตะนิรันดรกาล ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ปี ค.ศ.1963 จำนวนถึง 10 รางวัลเอาเลยถึงขั้นนั้น…

ใครที่เคยดื่มด่ำ ประทับใจ กับฉากบ้านหลังเล็กอันโดดเดี่ยว ในทุ่งหิมะ ท่ามกลางป่ากว้าง และเสียงร้องระงมของหมาป่า ในเรื่อง “ด.ร.ชิวาโก” คงได้ดื่มด่ำ ประทับใจ กับมุมมองที่แตกต่างแบบชนิดตรงกันข้าม ในฉากทะเลทรายอันสุดแสนจะเวิ้งว้าง พายุฝุ่นที่หมุนเป็นเกลียว ไปจนถึงความอลังการของกองทัพม้า กองทัพอูฐ ที่ดาหน้าเข้าบดขยี้เมืองทางยุทธศาสตร์ อย่างเมือง อัคคะบา (Aqaba) และเมืองดามัสกัส (Damascus) อันถือเป็นสมรภูมิสำคัญ ในช่วงเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่คงไม่ได้มีแต่การยิงกันไป ยิงกันมา จนจอตุง จอทะลุ แบบ “หนังสงคราม” โดยทั่วๆไป เพราะการที่อภิมหาผู้กำกับอย่าง “เดวิด ลีน” ได้พยายามอธิบายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ผ่านชีวิตจริงของตัวละคร อย่าง “ที.อี.ลอเรนซ์” ที่แสดงนำโดยอภิมหาดาราอย่าง “ปีเตอร์ โอทูล” (Peter O’toole) หัวหน้าเผ่าชาวเบดูอิน อย่างเจ้าชาย “ไฟซาล” (Fisal Bin Hussein bin Ali al-Hahemi) ผู้ที่จะผงาดขึ้นเป็น “กษัตริย์” แห่งดินแดนซีเรียและอิรัคในเวลาต่อมา นำแสดงโดยดาราคู่บุญ คู่บารมี ของ “เดวิด ลีน” มาโดยตลอด คือ “อเล็ก กินเนส” (Alec Guinness) รวมทั้งหัวหน้าเบดูอินรายอื่นๆ ที่แสดงโดยอภิมหาดาราระดับ “โอมาร์ ชารีฟ” (Omar Shrif) หรือ “แอนโธนี ควินน์” (Anthony Quinn) โดยมีผู้ที่แสดงเป็นบรรดานายทหารอังกฤษ เป็นตัวประกอบ ฯลฯลฯลฯ หนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่หนังประวัติศาสตร์ หนังสงคราม แต่ยังถือเป็นหนังชีวิต หนังดรามา ประเภทสามารถคว้านลึกให้เห็นถึง “ความเป็นมนุษย์” ในแต่ละด้าน ไม่ว่าด้านที่มีคุณค่า หรือด้านที่เลวระยำตำบอน ด้านที่เป็นความฝันและจินตนาการอันน่านิยม ยกย่อง ความเก่งกาจในระดับอัจฉริยะ ไปจนถึงความอดทน อดกลั้น ที่เป็นด้านตรงข้ามกับความฉ้อฉล ความโหดเหี้ยม อำมหิต และเหลี่ยมเล่ห์ เพทุบาย คางซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังสงครามแทบทุกสงคราม เบื้องหลังวีระบุรษในแต่ละยุค แต่ละสมัย มาโดยตลอด…

แม้ว่าโดยโครงเรื่อง จะตัดตอนเอาตอนที่ “ที.อี.ลอเรนซ์” ได้รับคำสั่งจากหน่วยข่าวกรองทหารอังกฤษ ให้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในหมู่ชาวเบดูอิน ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับชาวเตอร์ก หรือกับกองทัพจักรวรรดิออตโตมาน อันเป็นศัตรูของกองทัพอังกฤษในช่วงระยะนั้น จนทำให้ไปๆ-มาๆทหารอังกฤษที่มีทั้งความเป็นนักรบ นักการทูต และนักจินตนาการ อย่าง “ที.อี.ลอเรนซ์” ชักแทบไม่รู้ว่าตัวเองเป็น “ชาวอังกฤษ” หรือเป็น “ชาวอาหรับ” กันแน่ ประวัติศาสตร์สงครามเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงถูกถ่ายทอดออกมาให้กลายเป็น “หนังชีวิต” หนังที่สะท้อนให้เห็นถึง “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ที่ย่อมมีอะไรนอกเหนือไปกว่าความเป็นชาวอังกฤษ ชาวเบดูอิน หรือชาวอะไรต่อมิอะไรก็ตาม สะท้อนให้เห็นถึงความน่าเกลียด น่ากลัว ของสงคราม ที่สุดท้ายนั้น…บรรดา “วีระบุรุษ”ทั้งหลายมักจะเป็น “ผู้แพ้”ไปด้วยกันทั้งสิ้น ส่วน “ผู้ชนะ”ตัวจริง…ก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังสงครามทั้งหลาย ที่พร้อมจะฉกฉวย แย่งชิง ใช้เหลี่ยมเล่ห์ เพทุบาย ใช้จังหวะ โอกาส ในการเข้าครอบครองผลประโยชน์และอำนาจ รวมไปทั้งดินแดนในแต่ละแห่ง แต่ละพื้นที่ ที่ถูกทำให้กลายเป็น “สมรภูมิ”โดยมีบรรดาคนหนุ่ม ผู้กล้าหาญ และวีระบุรุษทั้งหลายเป็นมือ เป็นตีน หรือเป็นแค่ “เครื่องมือ”ไปด้วยกันทั้งสิ้น…

คำพูดในบทสนทนาของตัวละครอย่าง เจ้าชาย “ไฟซาล”กับ “นายพลอังกฤษ”เพียงแค่ไม่กี่ประโยค แต่สามารถสะท้อน “ความจริง”หรือ “ข้อเท็จจริง”เหล่านี้ได้แบบครบหมด ประเภท “คนหนุ่มทำสงคราม เพื่อให้คนแก่ได้สร้างสันติภาพ” หรือคำพูดว่า “ข้าพระองค์…คิดว่าข้าพระองค์เหี้ยมโหดแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าพระองค์จะเหี้ยมยิ่งกว่า”ที่นายพลชาวอังกฤษได้ปรารภกับเจ้าชาย “ไฟซาล”และได้รับคำอธิบายกลับมาว่า “ก็ท่านเป็นแค่นายพล แต่เราเป็นพระราชา” อันนี้…ต้องเรียกว่า สุดแซบกระด้อกระเดี้ยหลายเอาจริงๆ สำหรับการนำเอาสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านี้ มารวมไว้ในหนังเรื่องนี้…

และเอาเข้าจริงๆแล้ว…ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งอดีต กับ “ปัจจุบัน”ที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็แทบไม่ได้มีอะไรต่างกัน หรือแทบจะก๊อปปี้มาจากแม่พิมพ์เดียวกันนั่นเอง ฉากสถานการณ์สงครามในซีเรีย อิรัค หรือทั่วทั้งตะวันออกกลางในทุกวันนี้ ไม่ว่าโดย “รูปแบบ”จะแตกต่างออกไปจากเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาก-น้อยเพียงไหนก็ตาม แต่โดย “เนื้อหา”แล้ว…ก็แทบจะเหมือนกันหรือเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน กับสิ่งที่ได้เคยเกิดมาแล้วนั่นเอง การกวาดล้างพวกผู้ก่อการร้ายไอซิส ในซีเรีย ในอิรัค การรุมทึ้งช่วงชิงความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ระหว่างมหาอำนาจอเมริกาและพันธมิตรตะวันตก กับรัสเซีย ซาอุฯ อิสราเอล อิหร่าน ไปจนถึงตุรกี ที่ทำให้ฉากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทุกวันนี้ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่โดยบทสรุปมันก็คงออกมาในแนวเดิมๆอีกนั่นแหละ คือ… “คนหนุ่ม(วีระบุรุษ ผู้กล้าหาญ ผู้มีอุดมการณ์)คือคนทำสงคราม เพื่อให้คนแก่ (ผู้มีความสามารถในการฉกฉวยผลประโยชน์) ได้เป็นผู้สร้างสันติภาพ” ในขั้นตอนสุดท้าย เช่นนี้…แล…

————————————————————-

 

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close