Excalibur ตำนานแห่งความเป็นกษัตริย์

โดย ชัชรินทร์ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…เห็นทีคงต้องไปหยิบเอาหนังประเภท “ย้อนยุค” หรือ “หนังประวัติศาสตร์” มาลองแนะนำเอาไว้มั่ง เพราะกระแสละครย้อนยุค อย่างเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ในบ้านเรา เห็นว่า…ชั่งมาแรง แซงโค้ง ซะเหลือเกิน ใครต่อใครออจ้ง ออเจ้า จนอดที่จะมึนซ์ซ์ซ์ๆงงง์ง์ง์ๆขึ้นมามิได้ ด้วยเหตุเพราะตัวเราดันไม่ได้เคยดูละคง ละคร ทางทีวี.ไม่ว่าละครไทย ละครจีน ละครญี่ปุ่น เกาหลี นับเป็น 30-40 ปีมาแล้วเห็นจะได้…

แต่ถ้าหากจะว่ากันถึง “หนัง” ประเภท “ย้อนยุค” หรือประเภท “ประวัติศาสตร์” แล้ว อาจถือเป็นหนังที่ดูได้ ดูดี สำหรับตัวเรามาโดยตลอด แม้ว่าหนังประเภทนี้อาจ “ดูไม่ง่าย” และ “สร้างไม่ได้ง่ายๆ” โดยเฉพาะถ้า “ผู้สร้าง” “ผู้กำกับ” หรือ “ผู้เขียนบท” ดัน “มือไม่ถึง” ขึ้นมาซะอย่างแล้ว อาจเป็นอะไรที่เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน เหลวเป๋ว ลามปาม ฯลฯ เอาง่ายๆ ด้วยเหตุเพราะมันมี “ข้อเท็จ” และ “ข้อจริง” ในตัวของสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” นั่นแหละ มาเป็นตัวเทียบเคียง อ้างอิง จนอาจทำให้ใครต่อใครหยิบเอามาชำแหละ เชือดเฉือน วิพากษ์ วิจารณ์ จนเสียสุนัข เสียสุกร เสียรังวัด ได้เสมอๆ…

อย่างละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส”ที่ไม่ได้ดู แต่พอได้ข่าวว่ามีนักประวัติศาสตร์บางราย ที่เขาอาจหงุดๆหงิดๆเรื่องอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาก็มิอาจทราบได้ ออกมาตำหนิ ติติง อยู่บ้างเหมือนกัน ในแง่ของ “เครื่องใช้-เครื่องแต่งกาย” ที่มันอาจไม่ถึงกับสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” ไปซะทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงต้องถือเป็น “หีดหุ้ย” หรือเรื่องที่ออกไปทาง “คิดเล็ก-คิดน้อย”ไม่น่าจะหยิบเอามาเป็นสาระมากมายซักเท่าไหร่ เพราะอะไรต่อมิอะไรที่มันออกไปทาง “ประวัติศาสตร์” นั้น มันเป็นอะไรที่ “ดิ้นได้”ไปด้วยกันทั้งสิ้น คือเป็นสิ่งซึ่งใครก็ตามที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่อาจสรุปได้แบบชนิดครบถ้วน เบ็ดเสร็จ ไปทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว มันออกไปในแนวไหนกันแน่!!!

การดูหนังประวัติศาสตร์ ละครประวัติศาสตร์ จะมันซ์ซ์ซ์-ไม่มันซ์ซ์ซ์ จึงคงไม่ได้อยู่ที่ “รายละเอียด” เล็กๆน้อยๆ ว่าบรรดาคนในยุคย้อนยุคทั้งหลาย กินอะไร แต่งตัวยังไง พูดจาภาษาอะไรต่อมิอะไร ออจง ออเจ้า หรืออออะไรกันแน่ แต่น่าจะอยู่ที่ “จุดมุ่งหมาย” ของความพยายามที่จะนำเอา “ประวัติศาสตร์” นั้นๆ มา “รับใช้” อะไร??? หรือมา “ตีความ” “แปลความ” ให้เป็นไปในแนวไหน เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายใดๆซะมากกว่า เพื่อเอาสนุก เอามันซ์ซ์ซ์ล้วนๆ หรือเพื่อให้เกิดคติ เกิดอุทาหรณ์ สอนใจ อันนี้นี่แหละ…ที่น่าจะถือเป็นมาตรฐานวัด ความดี-ไม่ดี ความมีคุณภาพ-ไม่มีคุณภาพ ของหนังย้อนยุคหนังประวัติศาสตร์ หรือละครประวัติศาสตร์นั้นๆ…

นักสร้างหนัง หรือสร้างละครย้อนยุคในบ้านเรา ที่หยิบเอา “ประวัติศาสตร์” มาแปลความ ตีความ ให้เป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตัวเองต้องการ ก็เคยมีอยู่เยอะแยะมากมาย อย่างเช่น ปรมาจารย์ “ท่านมุ้ย” เป็นต้น ที่เอาประวัติศาสตร์ยุคพระนางศรีสุริโยทัย ยุคพระนเรศวรมหาราช มาปรับใช้ มาแปลความ ตีความ อย่างชนิด “เมามันซ์ซ์ซ์” กันไปพอสมควร แต่จะเป็นแบบเดียวกับ “บุพเพสันนิวาส” หรือ “ดัง” อย่าง “บุพเพสันนิวาส” หรือไม่ อย่างไร อันนั้น…คงต้องไปวัดตัดสินตามรสนิยมของใคร-ของมันกันเอาเอง…

แต่ถ้าว่ากันถึงระดับอินเตอร์แล้ว หนังประเภทย้อนยุค หนังประวัติศาสตร์ ที่อาจถือได้ว่า…ค่อนข้างจะแปลความ ตีความ ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจ เอามากๆ เห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าหนังเรื่อง “Excalibur” ของ “จอห์น บูร์แมน” (John Boorman)ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่ออกฉายในช่วงปีค.ศ. 1981 หลังจากที่เคยสร้างความสำเร็จในฝีมือการกำกับเรื่อง “Deliverance” ซึ่งเคยหยิบมาแนะนำในคอลัมน์นี้ไปบ้างแล้ว คือเรื่อง “Excalibur” นั้น…เป็นประวัติศาสตร์ประเภทที่ออกไปทาง “ตำนาน” หรือยังไม่อาจถือเป็น “ข้อเท็จจริง” เอาเลยก็ว่าได้ คือเป็นเรื่องที่พวกชาวเกาะอังกฤษ ไอร์แลนด์ อะไรประมาณนั้น เขาเล่าสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ว่าเคยมีอดีตผู้นำหรือกษัตริย์ ที่มีชื่อว่า “อาเธอร์” (Arthur) เคยผงาดขึ้นมามีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้ ด้วยลักษณะลีลาที่กระเดียดออกไปทางปาฏิหาริย์ อภินิหาร อยู่พอสมควร สามารถไปดึงดาบที่ปักเอาไว้ในหิน ประมาณ “ดาบเทวดา” อะไรทำนองนั้น จนได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์ เป็นผู้นำ โดยมี “พ่อมด” ผู้มีนามกรว่า “เมอร์ลิน” (Merlin) เป็นกุนซือ ที่ปรึกษา มาตั้งแต่รุ่นพ่อ (อูเธอร์)จนตราบถึงรุ่นลูก (อาเธอร์) เป็นตัวช่วย จากนั้น…ก็ได้ปราบดาภิเษก เอาชนะศัตรูคู่แข่ง ปกครอง บริหารบ้านเมือง ให้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร โดยมี “อัศวินโต๊ะกลม” เป็นมือ เป็นตีน แถมสอดแทรกไปด้วยเรื่องการชิงรัก หักสวาท ระหว่างหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลม อย่าง “เซอร์ ลานสล็อต” (Lancelot)ที่แอบไปเป็นชู้กับเมียของกษัตริย์อาเธอร์ คือนาง “กิเนเวียร์” (Guenevere) เพิ่มสีสัน บรรยากาศ ให้ “ตำนาน”เรื่องนี้ เป็นอะไรที่อาจหนักซะยิ่งกว่าละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” บ้านเราไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า…

แต่ “ความสำเร็จ” ของ “จอห์น บูร์แมน” ที่ไปหยิบเอาตำนานเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนัง โดยตัวเองเป็นผู้สร้าง ผู้กำกับ ผู้ร่วมเขียนบท ก็น่าจะอยู่ตรงที่การ “ตีความ” หรือ “แปลความ” ประวัติศาสตร์ตำนานในเรื่องนี้ ได้อย่างชนิด “ถึงกึ๋น” เอามากๆ คือไม่ใช่แค่จะเอาสนุก เอามันซ์ซ์ซ์ หรือเอารัก โรแมนติค โดยเฉพาะจากโครงเรื่องที่มีเรื่องรักๆ แบบรักสามเส้า ระหว่างกษัตริย์อาเธอร์เซอร์ ลานสล็อต และนางกิเนเวียร์ ที่แม้กระทั่ง “หนังโป๊” ยังหยิบเอาไปแปลความ ตีความ ตามแบบฉบับตัวเองได้สบายๆ แต่เป็นการตีความ แปลความ ที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายเพื่อที่จะอธิบายคุณลักษณะแห่งความเป็น “กษัตริย์” อันแทบไม่ต่างไปจากการอธิบายถึงสิ่งที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” นั่นเอง โดยมีทั้ง “ดาบเทวดา” รวมไปถึง “จอกศักดิ์สิทธิ์” เป็น “สัญลักษณ์”ที่สะท้อนให้เห็นถึง “อำนาจ” และ “ธรรมะ”ที่จะต้องถูกหลอมรวมให้เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ถึงจะนำมาซึ่งความสงบ ร่มเย็น ความสันติสุข ให้อุบัติขึ้นมาในแผ่นดิน ภายใต้การปกครอง ดูแล ของกษัตริย์นั้นๆ…

ซึ่งการอธิบายเรื่องยากๆระดับนี้…ให้กลายมาเป็นหนัง เป็นละครนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่สำหรับ “จอห์น บูร์แมน” แล้ว ต้องยอมรับว่า…ทำได้ “ถึง” เอามากๆ อาจด้วยเหตุเพราะนอกจากตัวเองจะมีความประทับใจอย่างลึกซึ้งกับ “ตำนาน” ในเรื่องนี้ ในฐานะผู้ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในเกาะอังกฤษแล้ว ความที่ตัวเองเคยเป็นนักข่าว นักทำหนังสารคดี เคยมีฐานะตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าภาคสารคดีของโทรทัศน์บีบีซี.มาก่อนหน้านี้ หรือก่อนที่จะผันตัวเข้ามาสู่วงการหนังในอังกฤษและอเมริกาแบบเต็มตัว การแปลความ ตีความ ประวัติศาสตร์ตำนานว่าด้วยเรื่องกษัตริย์อาเธอร์ ของ “จอห์น บูร์แมน” ในหนังเรื่อง “Excalibur” จึงเป็นอะไรที่สุดแสนจะคลาสสิค ชนิดไม่ใช่แค่เฉพาะ “กษัตริย์อังกฤษ” เท่านั้น แต่บรรดา “กษัตริย์” ทั้งหลายในโลกนี้ คงต้องไปหยิบหนังเรื่องนี้มาดูกันซักสิบเที่ยว ยี่สิบเที่ยว เอาเลยโน่นแหละ ถึงจะ “เข้าใจ-เข้าถึง” และสามารถ “พัฒนา” ความเป็นกษัตริย์ ให้อยู่ยั้ง ยืนยง คงทน ถาวร ได้โดยตลอด…

ส่วนใครที่อยากรู้ว่า “ความเป็นกษัตริย์” นั้น ผิดแผก แตกต่าง ไปจากปุถุชนคนธรรมดามาก-น้อยขนาดไหน ก็น่าจะไปหาหนังเรื่องนี้มาดู มาทำความเข้าใจกันให้ลึกๆ ว่ามันมีอะไรที่นอกเหนือไปจากการคิด การจินตนาการ ไปตามเรื่อง ตามราว โดยไม่ได้มีรากฐานของ “ข้อเท็จจริง” เป็นตัวรองรับเอาไว้ด้วย ดูไป-ดูมา…เผลอๆอาจได้ข้อคิด สะกิดใจ ได้อุทาหรณ์ สอนใจ มากกว่าเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของบ้านเราเอาเลยก็ไม่แน่!!!

ข่าวน่าสนใจ

Close