‘เปรี้ยว หั่นศพ’ขึ้นให้การรับพลั้งมือจนทำให้แอ๋มตาย

"เปรี้ยว หั่นศพ" ขึ้นให้การคนแรกของการสอบพยานฝ่ายจำเลย รับพลั้งมือจนทำให้แอ๋มตาย

หลังสิ้นสุดการนัดสอบคำให้ปากฝ่ายจำเลยวันแรกของศาล จ.ขอนแก่น องค์คณะผู้พิพากษาได้มีคำสั่งส่งตัว น.ส.ปรียานุช หรือ เปรี้ยว จำเลยที่ 1, น.ส.กวิตา หรือ เอิน จำเลยที่ 2 และ น.ส.อภิวันท์ หรือ แจ้ จำเลยที่ 5 กลับไปควบคุมตัวที่เรือนจำกลางขอนแก่น ขณะที่จำเลยที่ 45 นายวศิน ถูกส่งตัวกลับไปทำการคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ทันที ส่วน น.ส.จิดารัตน์ หรือ เบนท์ จำเลยที่ 3 ศาลอนุญาตให้กลับบ้านได้ ตามสิทธิ์ของการประกันตัวของกองทุนยุติธรรม พร้อมทั้งมีคำสั่งให้นัดสอบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 2 ในวันพรุ่งนี้ แบบต่อเนื่อง

ด้านนายบุญยงค์ แก้วฝ่ายนอก ทนายความฝ่ายจำเลย กล่าวว่า ในการสอบพยานจำเลยนัดแรกวันแรกวันนี้ ทนายความฝ่ายจำเลยได้ขอเบิกตัว น.ส.ปรียานุช จำเลยที่ 1 ขึ้นให้การ อีกทั้ง น.ส.เปรี้ยวก็ได้ให้การเช่นเดียวกันที่ได้ให้ปากคำไปกับ ผบ.ตร. ซึ่งศาลได้รับฟังคำให้กรของจำเลย ซึ่งทนายโจทก์ได้มีการซักค้าน แต่เอกสารหลักฐานและคำให้การนั้นไม่ได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างคือการตระเตรียมการโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โดยในคำให้การนั้นผู้ต้องหาที่ 1 ระบุว่า พบผู้เสียชีวิต อยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้เจอตัวกันนาน จึงชวนกันมาพูดคุยและทวงหนี้สินที่คงค้าง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นและได้ตบตีลงไม้ลงมือกัน ซึ่งถือเป็นการกระทบกระทั่งกันในยกแรก จนกระทั่งผู้เสียชีวิตได้พูดออกมาอีกว่าถ้าอยากได้เงินให้ไปฟ้องศาลเอา ทำให้ น.ส.เปรี้ยว โมโห จึงเกิดการตบตีกันอีกครั้งจนกระทั่งผู้ตายแน่นิ่งไป จึงถือว่าจำเลยพลั้งมือจนทำให้ผู้ตายเสียชีวิต โดยการทำให้ผู้ตายนั้นเสียชีวิต น.ส.เปรี้ยว รับสารภาพว่าลงมือทำคนเดียวแต่การชำแหละศพนั้นทำด้วยกัน

นายบุญยงค์ กล่าวต่ออีกว่า ผู้ต้องหาไม่ได้มีทีท่าว่าจะหนี หรือขัดขืนการจับกุม ดังนั้นการให้การวันนี้ยืนยันในการพูดในความเป็นจริง ซึ่งศาลนั้นรับฟังและตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ตามที่ทนายฝ่ายจำเลยนำเสนอ ขณะที่การสู้คดีแพ่งตามที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้องมานั้นรวม 10,300,000 นั้น ในเรื่องนี้ฝ่ายจำเลยก็ขอสู้คดีเช่นกันโดยเป็นการเรียกค่าเสียหายที่มากเกินไปและไม่เป็นไปตามความเป็นจริง อีกทั้งจำเลยทุกคนก็ได้ชดใช้เงินไปบางส่วนแล้ว ดังนั้นการทำหน้าที่ในช่วงของการสอบคำให้การฝ่ายจำเลยนั้นจะทำอ่างเต็มที่ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งผลการพิจารณาตัดสินจากองค์คณะผู้พิพากษานั้นจะออกเป็นเช่นไร ไม่มีใครสามารถก้าวล่วงอำนาจศาลได้ ซึ่งผู้ต้องหาทุกคนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย และขอให้การที่เป็นไปตามความจริงและเป็นเรื่องจริงที่ได้นำมาให้การต่อศาลทั้งหมด

ขณะที่ นายธนัญชัย วงษ์ซ้าย ทนายความของ น.ส.เบนท์ กล่าวว่า ได้เบิกตัว น.ส.เบนท์ ขึ้นสอบคำให้การต่อศาลต่อจาก น.ส.เปรี้ยว โดยเป็นการให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ซึ่งโจทก์ตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ซึ่งโดยพฤติกรรมนั้นคือ นายวศิน และ น.ส.เปรี้ยว ซึ่งหลังก่อเหตุได้เดินทางหลบหนีและไปพบกับ น.ส.เบนท์ ที่ กรุงเทพฯ จึงขอยืมบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ส.เบนท์ ในการนำโทรศัพท์มือถือของ น.ส.แอ๋ม ไปขาย และเมื่อได้เงินมา ทั้งหมดก็พากันแยกย้ายหลบหนี โดย น.ส.เบนท์ได้ไปทำงานที่ จ.อุบลราชธานี ก่อนเข้ามอบตีวกับทางเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้การสอบคำให้การดังกล่าวในวันนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว 2 ปาก และในวันพรุ่งนี้จะเบิกตัวผู้ต้องหาอีก 3 รายเข้าสอบคำให้การต่อองค์คณะผู้พิพากษา

Related Articles

Close