นายกฯเมินจี้ยุบคสช.ย้ำลต. ก.พ.62ไม่กดดันพรรคทาบ

นายกรัฐมนตรี ยันไม่เกี่ยวข้องพลังประชารัฐ ไม่มีใครเชิญ หากเชิญยังไม่ตัดสินใจรับหรือไม่ ขู่ฝ่ายการเมืองอย่าป่วน ย้ำต้องดูแลความเรียบร้อย ไม่ห่วง "มีชัย" เสนอยื่นศาลตีความ พ.ร.ป. 2 ฉบับ มั่นใจไม่ทำให้โรดแมปขยับ ย้ำเลือกตั้งไม่เกิน ก.พ. 62

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าว ถึงกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐเตรียมเชิญให้ตนเองเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ว่า ยืนยันว่าส่วนตัวไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ เห็นจากหนังสือพิมพ์เพียงเท่านั้น หากต้องตัดสินใจเลือกพรรคหรือรับนั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษาหรือไม่ก็ยังไม่ทราบเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังไม่มีใครเชิญมาเพียงพูดกันผ่านสื่อเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวยังไม่ได้ตัดสินใจ ขอเวลาทำงานไปก่อน ส่วนเหตุผลที่พรรคตั้งใหม่ส่วนใหญ่ประกาศสนับสนุนตนเองนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นเรื่องของการเมือง ส่วนตัวมองว่ามีทั้งพวกที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องติดตามความเคลื่อนไหว ตลอดจนการออกมาพูดของแต่ละพรรคการเมืองรวมถึงนักการเมือง แต่หน้าที่ของ คสช. ต้องติดตามความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าพรรคหรือนักการเมืองคนใดเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรงก็ต้องพิจารณาตามกฎหมายว่าควรจะดำรงอยู่หรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า วันนี้ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจในการเลือกตั้ง ว่าต้องการให้บ้านเมืองและประเทศชาติเป็นอย่างไร จึงอยู่ที่นโยบายพรรคต่างๆ ของ ส.ส. หรือนโยบายทางการเมืองของแต่ละคน วันนี้พูดกันแต่เรื่องเลือกตั้งและกฎหมายเลือกตั้งเรื่องเดียว รัฐบาลก็พยายามพูดเรื่องการทำงานและเรื่องอนาคต แต่ถูกโจมตีเรื่องการเมืองอย่างเดียวประเทศก็ไปไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยวิเคราะห์ว่าประเทศจะเดินไปอย่างไร และหากต้องไปอยู่ในกระบวนการเลือกตั้ง ควรทำตัวอย่างไรและควรวางอนาคตให้ประชาชนเห็นหรือไม่ตั้งแต่วันนี้

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนบอกว่าหากจะเป็นนักการเมืองให้รัฐบาลและให้ตนเองลาออกตั้งแต่วันนี้ แล้วสมัยก่อนหน้านี้เวลานักการเมืองเป็นรัฐบาลลาออกกันหรือไม่ก่อนการเลือกตั้งใหม่ ทั้งหมดเป็นคนละเรื่องกัน จึงขออย่าทำให้บิดเบือนและเกิดความไม่เข้าใจ ประชาชนก็จะรังเกียจ คสช. และรังเกียจตนเองมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี  ยังกล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. จะเสนอให้นำร่างกฎหมายลูก ส.ส.และ ส.ว. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ขึ้นอยู่กับ กรธ. แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ทำให้โรดแมปการเลือกตั้งเลื่อนออกไป หรือเกิดความล่าช้าและส่วนตัวเคยบอกแล้วว่าทุกอย่างต้องไม่ล่าช้าตามกำหนด คือเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ยกเว้นว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถบังคับได้ ขณะเดียวกันเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้มีปัญหา จึงขออย่าเป็นห่วงเพราะอย่างไรก็ได้เลือกตั้ง แต่ปัญหาของตนเองคือจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีคนออกมาส่งเสริมสนับสนุนคนที่ออกมาเคลื่อนไหวผิด โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เพราะได้ชี้แจงแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้กฎหมายเพื่อให้มีอำนาจมากๆ เพราะสวนตัวเคยบอกแล้วว่าไม่ต้องการอำนาจ แต่ต้องการเพื่อใช้บริหารราชการแผ่นดินในเวลานี้

ส่วนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเรียกร้องให้ยุบ คสช. นั้นรัฐธรรมนูญมาตรา 265 ได้ระบุไว้อยู่แล้วว่าคสช. ต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ดังนั้นการยุบ คสช. ไม่มีความเป็นไปได้ หากสงสัยให้ไปดูรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีโกงเงินคนจนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งและพบการทุจริตโครงการต่างๆ ของแต่ละกระทรวงฯ เพิ่มขึ้น ว่า มีหลายหน่วยงานที่ปรากฏออกมาแต่ไม่ใช่รัฐบาลนี้ปล่อยปละละเลย และได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอยู่ แต่กระบวนการล่าช้าเกินไปจึงได้สั่งให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าไปตรวจสอบทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน และทุกงบประมาณที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ที่ต้องเน้นในเรื่องนี้เนื่องจากเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณโดยตรงจากรัฐ และในหลายโครงการมีมานานแล้ว และส่วนตัวเคยระบุไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับผู้ได้รับผลประโยชน์ เจ้าหน้าที่และประชาชนบางส่วนที่ได้รับประโยชน์จึงเข้าไปร่วมมือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะเดียวกันถือว่าโชคดีที่ในระหว่างการสอบสวนมีบุคคลมาให้ข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชมเชย และเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร้วมมือกัน หากมีหลักฐานขอให้ออกมาพูดในทางลับหรือทางเปิดเผยก็ได้จะรับทั้งหมด และทราบว่าทั้ง 3 เรื่องมีเจ้าหน้าที่เข้าให้ข้อมูลแล้ว ซึ่งมีความกล้าที่จะไม่อยู่ร่วมในกระบวนการอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวสะสมมายาวนานและรัฐบาลนี้ได้นำออกมาเปิดเผยทั้งคดีเล็ก คดีกลางและคดีใหญ่ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนี้ปล่อยปละละเลยแต่จะต้องมีการสอบสวน หาสาเหตุ หลักฐาน วัตถุพยานและพยานบุคคลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมเป็นพยานเพราะกลัว จึงขออย่ากลัวเพราะส่วนตัวยืนยันว่าจะดูแลและคุ้มครองให้ ขณะเดียวกันใครที่ไปทำร้ายคนเหล่านี้ถือว่าแย่มาก เพราะไปรังแกงบประมาณที่ส่งไปไม่ถึงคนจน และคนด้อยโอกาสเพื่อนำมาเป็นของตนเองจึงถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย ซึ่งทั้งหมดกำลังให้ ป.ป.ท. ตรวจสอบอยู่จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม

Related Articles

Close