The Black Stallion หนังที่สุดแสนสง่างาม

สัปดาห์นี้…คงต้องสารภาพว่า ไม่รู้จะไปหาหนังเรื่องไหนที่พอจะลากเข้ามาโยงกับสถานการณ์บ้านเมืองได้แบบสอดคล้องต้องกัน ซึ่งคงไม่ใช่เป็นเพราะหนัง แต่เป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองนั่นแหละ ที่มันออกจะซับซ้อน สับสน ตื้อๆตันๆยังไงพิกล จนหาคำนิยาม ความนิยาม แทบไม่ได้ ด้วยเหตุนี้…คงต้องไปหยิบเอาหนังที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ความเป็นไปของสังคม บ้านเมือง แต่เป็นหนังที่ออกจะสวย สด งดงาม ดูแล้ว…สบายตา สบายใจ อย่างเป็นพิเศษ ทั้งนุ่มนวล ประณีต ทั้งน่าตื่นเต้น น่าประทับใจ รวมไว้เสร็จสรรพ คือหนังเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ชื่อว่า “The Black Stallion” นั่นแล…

หนังเรื่องนี้ออกฉายในอเมริกาเมื่อปีค.ศ.1979 เป็นหนังที่สร้างจากนิยาย วรรณกรรม ของนักเขียนอเมริกันผู้มีนามกรว่า “วอลเตอร์ ฟาร์เลย์” (Walter Farley) ซึ่งเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับ “ม้า”มาตั้งแต่เด็กๆ คือมีลุงเป็นนักขี่ม้าและเคยสอนวิธีการฝึกม้าให้กับหลานตั้งแต่จำความได้ เมื่อโตๆขึ้นมากลายเป็นนักเขียน ก็เลยเอาเรื่องเกี่ยวกับม้าๆมาเขียนเป็นนิยาย วรรณกรรม ชนิดไล่เรียงเป็นซิรีส์ ไม่รู้จะกี่เรื่อง กี่ตอน และจะด้วยเหตุผลกลใดมิอาจทราบได้ เมื่ออภิมหาผู้กำกับระดับเจ้าพ่อฮอลลีวู้ดอย่าง “ฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพลา”(Francis Ford Coppola)ไปเห็นนิยาย วรรณกรรม เรื่องนี้ เลยนำมายัดใส่มือเพื่อนร่วมชั้นที่มหาวิทยายูซีแอลเอ ผู้มีชื่อว่า “แคร์โรล บัลลาร์ด” (Carroll Ballard) ซึ่งแต่ก่อนเคยทำแต่หนังสารคดีซะเป็นหลักให้มาลองกำกับเรื่อง “The Black Stallion”นี่แหละเป็นเรื่องแรก…

แต่ถึงแม้จะเป็น “มือใหม่-หัดขับ”ในทางหนังเรื่อง หนังนิยาย แต่ “แคร์โรล บัลลาร์ด”นั้น ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่อง รู้ราว อะไรเอาเลย เพราะเคยเป็นผู้สร้าง ผู้กำกับ หนังสารคดีชนิดที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอะไรต่อมิอะไรมาก่อนแล้ว เรียกว่าประสบความสำเร็จในด้านการทำหนังมาพอสมควร อดีตนั้นว่ากันว่า…เคยเป็นทหารมาก่อน เมื่อออกจากทหารมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ เลยได้มาเจอกับ “ฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพลา”เป็นเพื่อนร่วมชั้น จากนั้นก็เบนสายออกไปทำหนังสารคดีหลายต่อหลายเรื่อง ก่อนที่เพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยโยนโปรเจคหนังนิยายเรื่อง “The Black Stallion”มาลองให้กำกับดู

และน่าจะด้วยความที่เป็น “มือหนังสารคดี”มาก่อนนี่แหละ…เลยทำให้ “The Black Stallion”นั้น เป็นอะไรที่สุดๆไปเลย ในแง่ของความประณีต ละเอียดอ่อน ความอดทน อดกลั้น ในการถ่ายทอดอากัปกริยาท่าทีของสัตว์ที่เต็มไปด้วยความสง่า งามเอามากๆ อย่าง “ม้าอาหรับ”ที่เป็นตัวนำของเรื่อง แม้ว่าโดยโครงเรื่องนั้นอาจดูเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ถึงกับมีอะไรลึกลับ ซับซ้อน มากมายซักเท่าไหร่ คือเป็นเรื่องของเด็กชายรายหนึ่งชื่อว่า “อเล็กซ์ แรมเซย์” (Alec Rasey) ที่โดยสารเรือมากับบิดา แต่ดันมาเรือแตกแถวๆชายฝั่งแอฟริกา ขณะที่พ่อตาย ผู้โดยสารในเรือแต่ละคนจมหายไปกับสายน้ำ ตัวของ “อเล็กซ์”กลับลอยไปติดอยู่ที่เกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง พร้อมๆกับม้าอาหรับ จนความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ของทั้งม้าและคน ทำให้ต่างฝ่ายต่างกลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจ หรือเพื่อนอยู่ เพื่อนตาย กันเลยก็ว่าได้ จนกระทั่งเมื่อมีผู้มาประสบพบเห็น ให้ความช่วยเหลือออกมาจากเกาะได้ทั้งคน ทั้งม้า แม้ว่าการกลับมาชีวิตในเมืองใหญ่จะก่อให้เกิด“ความแปลกแยก”อยู่บ้างก็ตาม โดยเฉพาะกับม้าอาหรับตัวเบ้อเร่อเห้อ ที่บางครั้ง บางครา ถึงกับวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปทั่วเมือง แต่สุดท้าย…ทั้งคู่ก็สามารถหลอมรวมความรัก ความผูกพัน ความมุ่งมั่น เพียรพยายาม อันนำไปสู่ชัยชนะในการแข่งม้า ได้ครองตำแหน่ง “แชมเปี้ยน”อย่างชนิดยิ่งใหญ่และสง่างามเอามากๆ…

คือแม้ว่าพล็อตจะมีเท่านี้…แต่ทุกฉาก ทุกรายละเอียด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง อดีตมือกำกับหนังสารคดีอย่าง “แคร์โรล บัลลาร์ด”นั้น แกชั่งทำได้ “ถึง”เอามากๆ เหมือนกับ“นิยาย”ที่เป็น “เรื่องจริง”อะไรทำนองนั้น ฉากที่เด็กๆอย่าง “อเล็กซ์ แรมเซย์”เริ่มมีโอกาสทำความรู้จักกับม้าอาหรับ ภายในท้องเรือที่กำลังแล่นฝ่าคลื่นอยู่นั้น อาศัยมุมกล้อง การเก็บรายละเอียดกริยาอาการของสัตว์อย่างม้า ไม่ว่าการแสดงออกทางสายตา กล้ามเนื้อ การสะบัดหัว สะบัดหาง ฯลฯ ตามแบบฉบับผู้ที่เคยทำหนังสารคดีมาก่อนนั่นเอง ทำให้แทบไม่ต้องเสียเวลาบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำใดๆเอาเลยแม้แต่น้อย แต่สามารถเข้าใจได้ ถึงความรู้สึก ความผูกพัน ที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตามลำดับ…

ยิ่งในช่วงที่ทั้งม้า ทั้งคน ต้องไปติดเกาะอยู่ด้วยกัน…การนำเอาฉากธรรมชาติที่สวยสด งดงาม ของท้องฟ้า ทะเล แผ่นน้ำ ผืนทราย มาผสมรวมกันกับความสง่างามของม้าอาหรับตัวโตๆ ที่วิ่งเลียบหาดเหยียบน้ำกระจายเป็นฟองฝอย โดยมีเด็กอย่าง “อเล็กซ์ แรมเซย์”ซึ่งแสดงโดยดาราเด็ก อย่าง “เคลลี่ เรโน”(Kelly Reno)ที่ถ้าหากไม่ประสบอุบัติเหตุรถชนไปซะก่อน มีสิทธิ์กลายเป็นดาราใหญ่ระดับแนวหน้าของฮอลลีวู้ดได้ไม่ยาก นั่งควบขี่อยู่บนหลังม้าในสภาพที่แทบไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ ต้องเรียกว่า…เป็นอะไรที่ทั้งสด ทั้งสวย ทั้งซิง ทั้งงามสง่า น่าตื่นตา ตื่นใจ ยิ่งกว่าได้ดูฉากพระเอก นางเอก หยิกกันไป หยอกกันมา ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า คือมันสะอาด สดใส น่ารัก น่าประทับใจเอามากๆ…

ดูเหมือนว่า…ผู้กำกับอดีตมือหนังสารคดีอย่าง “แคร์โรล บัลลาร์ด”แกค่อนข้างจะถนัดแนวนี้อย่างเป็นพิเศษ เพราะหนังเรื่องต่อๆมาที่สามารถสร้างชื่อตามมา ก็คือเรื่อง “Fly Away Home”ก็ออกแนวทำนองนี้อีกเหมือนกัน คือเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงที่เป็นผู้นำฝูง “ห่านป่า”บินอพยพกลับไปยังพื้นที่ที่ได้รับการทวงคืนให้เป็นเขตสงวนอะไรทำนองนั้น แต่สำหรับ “The Black Stallion” นั้น เห็นว่า…ได้เสนอเข้าชิงรางวัล “Academy Awards” ถึง 2 รางวัลด้วยกัน โดยเฉพาะรางวัลตัวประกอบยอดเยี่ยม ที่ไปได้อภิมหาดารารุ่นเก๋าอย่าง “มิคกี้ รูนีย์” (Mickey Rooney)มาแสดงเป็นคนฝึกม้าแข่ง และเป็นสหายอาวุโสที่รู้ใจของ “อเล็กซ์ แรมเซย์”

หนังเรื่องนี้ต้องเรียกว่า…เด็กดูได้-ผู้ใหญ่ดูดี ดูแล้วสดชื่น สบายตา สบายใจ อย่างเป็นพิเศษ เป็นหนังที่จัดได้อยู่ในระดับ “คลาสสิค” อีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะในแง่ฝีมือการถ่ายภาพ การหาฉาก โลเกชั่น ที่น่าตื่นตะลึง น่าประทับใจเอามากๆ แต่ไม่ใช่แค่ได้สบายตา สบายใจเท่านั้น ประเภทตื่นเต้ลล์ล์ล์ชนิดหัวใจแทบหยุดเต้น โดยเฉพาะในฉากแข่งม้าตอนท้ายเรื่อง เล่นเอาต้องนั่งลุ้น นั่งเกร็ง ยิ่งกว่าเวลาดูหนังแอคชั่น หนังเอฟเฟค ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า โดยเฉพาะหลังๆนี้…หนังประเภทนี้มันมักเอาอะไรที่เรียกๆว่า “แอนิเมชั่น” มาใส่ซะจนเลอะเทอะ จนชาๆชนิดแทบไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีกแล้ว เพราะรู้ว่ามันเป็นแค่ “มายาภาพ” เท่านั้น ต่างไปจากแอคชั่นที่ไม่ต้องใช้แอนิเมชั่น แต่อาศัยฝีมือ ความสามารถ ในการลำดับภาพ ลำดับเสียง อย่างที่อดีตผู้กำกับหนังสารคดี “แคร์โรล บัลลาร์ด” หยิบมาแสดงให้เห็นจากฉากการควบแข่งในหนังเรื่อง “The Black Stallion” อันนี้…เป็นอะไรที่สดๆ ซิงๆ กว่ากันเยอะเลย ไม่เชื่อ…ก็ลองไปหามาดูเพลินๆ ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองยังคงหนักไปทาง “แอนิเมชั่น” ไม่รู้จะกี่เรื่อง ต่อกี่เรื่อง กี่กรณี ต่อกี่กรณี จนหาคำนิยาม ความนิยาม แทบไม่เจอ…

ข่าวน่าสนใจ

Close