12 Angry Men หนังสำหรับสังคมไทยยุค 4.0

สัปดาห์นี้…ถ้าหากอยากจะหาหนังที่เข้ากับบรรยากาศบ้านเมือง เข้ากับความเป็นไปของสังคมบ้านเรา คงต้องขออนุญาต “จัดให้” เอาไปเลย…หนังเก่าๆระดับเก่าแสนเก่า แต่สุดแสนจะทันสมัย เหมาะสำหรับช่วงจังหวะที่ใครต่อใครกำลังแบ่งข้าง แบ่งฝ่าย แยกเป็นฝ่าย “ครูปรีชา” “หมวดจรูญ” ฝ่าย “เสือดำ” ฝ่าย “ศรีวราห์” หรือแม้แต่ฝ่าย “เอาบิ๊กตู่” และ “ไม่เอาบิ๊กตู่” ฯลฯได้เป็นอย่างดี…

นั่นก็คือหนังฝรั่งตั้งแต่ยุค “ขาว-ดำ” หรือยุคปีค.ศ. 1957 ที่จะเคยเอามาฉายในเมืองไทย เคยตั้งชื่อภาษาไทยเอาไว้หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ แต่ถ้าว่ากันในชื่อฝรั่ง ก็คือเรื่อง “12 Angry Men” ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ถึงกับ “Angry” ไปทั้งหมด แต่ โดยรวมๆ คือต่างตกอยู่ในบรรยากาศที่ทำให้มีสิทธิ์โกรธกริ้ว ฉิวฉุน มีสิทธิ์หงุดหงิด น๊อตหลุด น๊อตหลวม ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ เนื่องจากทั้ง “12 Men” ที่ว่า ก็คือ “12 คณะลูกขุน” ตามระบบพิพากษาคดีของกระบวนยุติธรรมในสหรัฐ ที่จะต้องมานั่ง ถกเถียง นั่งอภิปราย เพื่อหาข้อสรุป ข้อวินิจฉัยชี้ขาดในคดีต่างๆว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” โดยจะต้องมีเสียงชี้ขาดอย่างเป็นเอก ฉันท์ ระดับ 12 ต่อ 0 หรือโดยไม่มีเสียงใด เสียงคัดค้าน เลยนั่นแหละ ศาลหรือผู้พิพากษาท่านถึงจะสามารถสั่งลงโทษ-ไม่ ลงโทษ ผู้ต้องหาในคดีแต่ละคดี ได้ตามคำตัดสินของบรรดาลูกขุนเหล่านี้ได้ต่อไป…
เผอิญว่า 12 ลูกขุนในหนังเรื่องนี้…คือคณะลูกขุนที่ถูกมอบหมายให้ตัดสินคดีที่ออกจะเคร่งเครียด ซีเรียส มิใช่น้อย คือคดี “ลูกฆ่าพ่อ” หรือคดีที่ลูกชายวัยรุ่น ถูกกล่าวหาว่าใช้มีดแทงบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองตายคาบ้านพัก เนื่องจากบทลงโทษความผิดในลักษณะเช่นนี้ หนักหนา สาหัส ถึงขั้นต้อง “ประหารชีวิต” ลูกเดียว ไม่มีเป็นอื่น จากบรรยากาศเริ่มแรกที่ลูกขุนแทบทั้งหมด หรือทั้ง 11 ราย ซึ่งมีโอกาสได้นั่งฟังข้อกล่าวหา หลักฐาน พยาน รายละเอียดของคดีจากทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยมาก่อนหน้านี้ ต่างเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ว่า จำเลย…หรือลูกชายวัยรุ่นเป็นฝ่าย “ผิด” อย่างแทบไม่ต้องสงสัยใดๆแม้แต่น้อย แต่ดันมีอยู่ 1 ราย คือรายที่รับบทโดยพระเอกรุ่นเก๋าอย่าง “เฮนรี่ ฟอนดา” (Henry Fonda) ที่แม้จะไม่ได้เห็นว่าจำเลยเป็นฝ่าย “ไม่ผิด” แต่ก็ไม่อยากเห็นการใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที วินาที รวบรัดลงมติอันจะนำไปสู่การสังหาร พร่าผลาญชีวิตของมนุษย์ทั้งชีวิตแบบดื้อๆ ทื่อๆ…

จุดเริ่มต้นของเรื่อง หรือจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ความ “Angry” ทั้งหลาย…จึงเริ่มกันตรงที่พระเอกอย่าง “เฮนรี่ ฟอนดา” ตัดสินใจไม่ลงมติตามความเห็นของลูกขุนส่วนใหญ่ทั้ง 11 ราย เพื่อต้องการให้ลูกขุนแต่ละรายในฐานะซึ่งผู้กำชะตาชีวิตของมนุษย์ทั้งคนเอาไว้ในมือ มีโอกาสได้คิด ได้ทบทวน ไตร่ตรอง ให้มากไปกว่านี้ การเริ่มต้น “Talk” หรือเริ่มพูดจาแสดงความคิด ความเห็นของแต่ละราย นับจากนั้นเป็นต้นมา จึงกลายเป็นเนื้อหาแทบทั้งหมดของเรื่องทั้งโครงเรื่อง คือไม่มีอะไรอื่นเลย นอกจากพูดกันไป-พูดกันมา ฉากทั้งหมด… แทบไม่มีอะไรมากไปกว่าห้องแคบๆ มุมเดิมๆ อาจมีเปลี่ยนมุมไปในถ่ายใน ห้องน้ำอยู่บ้าง แต่แทบไม่น่าเชื่อ…ก็ต้องเชื่อนั่นแหละว่า เพียงเท่านี้ก็สามารถสะกดผู้ดู ผู้ชม ให้ต้องนั่งหลังขด หลังแข็ง นั่งตัวแข็ง ต้องลุ้นไป ลุ้นมา ด้วยความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ กับบทสนทนาในแต่ละวรรค แต่ละประโยค กับท่าทีที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา แบบพลิกไป พลิกมา ของบรรดาลูกขุนแต่ละตัว หรือแต่ละคน จนสุดท้าย…ทั้ง 12 คน หรือ 12 ลูกขุน กลับต้อง เปลี่ยนมติให้ “จำเลย” เป็นฝ่าย “ไม่ผิด” ไปได้ในแบบไหน ยังไง และทำไม…อันนี้ คงต้องไปหาดูกันเอาเอง!!!

ส่วนที่ว่าไว้ว่า…เป็นหนังที่ออกจะเข้ากับบรรยากาศบ้านเมือง หรือเข้ากับบรรยากาศสังคมบ้านเราในช่วงนี้ ก็ด้วยเหตุเพราะถือเป็นหนัง ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “สติ” และ “ปัญญา” ได้อย่างชนิดชัดเจน ลึกซึ้ง เอามากๆ คือพูดง่ายๆว่า…แทบไม่ต้องไปเสียเวลาชี้แจง ทำความเข้าใจ ไม่ว่าโดยการตอบโต้ หรือสนับสนุน ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ในบรรดาฝ่ายครูปรีชา-หมวดจรูญ ฝ่ายศรีวราห์-ฝ่ายโซเชียล มีเดีย ฝ่ายเอาบิ๊กตู่-ไม่เอาบิ๊กตู่ ฝ่ายเอาเลือกตั้ง-ไม่เอาเลือกตั้ง ฝ่ายเอาลุงกำนัน-ไม่เอาลุงกำนัน ฝ่ายเอาชวน-แต่ไม่เอาอภิสิทธิ์ ฯลฯลฯลฯ หรือไม่ว่าฝ่ายไหนต่อฝ่ายไหนที่มักชอบออกอาการ “Angry Men” ไปแทบทั้งประเทศ ในช่วงหลังๆนี้ เพียงแค่จับตัวเอามาดูหนังเรื่องนี้ บังคับให้นั่งเฉยๆซักแค่ชั่วโมงกว่าๆ นั่งฟัง นั่งดู นั่งใคร่ครวญ พิจารณา อากับกริยาต่างๆ ของ12 Angry Men ที่เล่นบท เล่นมุก ไปตามบท ตามเรื่อง เผลอๆ…อาจเกิดสันติภาพ สันติธรรม ขึ้นมาในใจ หรือแม้แต่เกิดความรู้สึกแห่งความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง สมบูรณ์ ที่ประกอบไปด้วยวุฒิภาวะรองรับแบบเต็มๆ เนื้อๆ อุบัติขึ้นมาในสังคมไทยทั้งสังคม เอาเลยก็ไม่แน่!!!

โดยเฉพาะในช่วงสุดท้าย…หรือตอนจบของเรื่องที่ต้องยอมรับว่า เป็นมุมจบที่ “สุดยอด” เอามากๆ คือสามารถสะท้อนให้ เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “อัตตา” ซึ่งมักมีส่วนสอดแทรกเข้ามาชักจูง เบี่ยงเบน ให้เกิดความโน้มเอียงทางความคิด ความเห็น ของปัจเจกบุคคลแต่ละราย ได้อย่างน่าคิด น่าสังเกตเอามากๆ โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่มักอ้างเหตุ อ้างผล มาใช้ในการโต้แย้ง หักล้างใครต่อใคร หรือเพื่อชักจูง โน้มน้าวใครต่อใครให้เห็นด้วยไปกับตน หลายต่อหลายครั้ง หรืออาจโดยส่วนใหญ่ก็ไม่แน่ “สิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุผล” นั้นๆ อาจเป็นแค่ “อัตตา” หรืออารมณ์ความรู้สึกแห่งความเป็นตัวตนของตน ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผล ที่แท้จริงเอาเลยก็เป็นได้ จนกระทั่งเมื่อ “ตัวตนของตน” ถูกปอกเปลือก ปอกลอก ออกมาให้เห็นกันชัดๆแล้วนั่นแหละ การยอมรับ ยอมจำนน ต่อ “เหตุผลที่แท้จริง” ถึงจะอุบัติขึ้นมาในท้ายที่สุด และเป็นสิ่งที่ผู้ซึ่งให้ความสำคัญต่อความมีเหตุผลพึงต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัย มากกว่าที่จะไปคิดเล็ก คิดน้อย…
สรุปแล้ว…คงต้องไปหาดูกันเอาเองนั่นแหละ ถึงจะมันซ์ซ์ซ์ ถึงจะได้น้ำ ได้เนื้อกันจริงๆ แม้จะเป็นหนังเก่าแสนเก่า เป็นหนังขาวดำ ระดับย้อนยุคไปถึงปีค.ศ. 1957 แต่ยังหาดูได้ไม่ยาก ภาพคม-ชัด แถมมีบรรยายไทยให้เสร็จสรรพ สามารถไปค้นหาจากบรรดาแหล่งหนังออนไลน์หลายต่อหลายแห่ง ว่ากันว่า…เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาจากบทโทรทัศน์ของนักเขียนบทละครชื่อดัง อย่าง “Reginald Rose” แล้วมาได้อภิมหาผู้กำกับอย่าง “Sidney Lumet” ที่ถนัดในการกำกับหนังแนวนี้อยู่แล้ว มีผลงานระดับรางวัลตุ๊กตาทอง จากหนังเรื่อง “The Verdict” เป็นตัวรับประกันการันตี เป็นผู้กำกับ Angry Men แต่ละตัว แต่ละราย ให้เล่นได้แบบถึงบท ถึงน้ำ ถึงเนื้อ แม้จะพูดกันทั้งเรื่อง แม้ไม่ได้มีเอฟฟ่ง เอฟเฟค ไม่ต้องย้ายมุมกล้องไปไหนต่อไหน เอาแต่วนไป-วนมาอยู่ในห้องแคบๆตลอดทั้งเรื่อง แต่เชื่อเถอะ…ใครก็ตามที่มีโอกาสได้ดู ได้ฟัง รับรองว่ามีสิทธิ์ได้ตื่นเต้ลล์ล์ล์ ได้ลุ้นไป ลุ้นมา ไม่ต่างไปจากได้ดูหนังแอคชั่น หนังสืบสวน สอบสวน หนังสยองขวัญ และถึงแม้จะไม่มีผู้หญิง หรือ “นางเอก” รายใดโผล่มาเข้าฉากเอาเลยแม้แต่นิด แต่หนังเรื่องนี้ก็สามารถสอดแทรกความนิ่มนวล ความละมุนละไม ที่แฝงอยู่ภายใต้ความเป็นมนุษย์นั่นแหละ มาใช้เป็นตัวทดแทนได้อย่างลงตัว โดยไม่ถึงกับต้องรู้สึกแห้งแล้งอะไรกันมากมาย…

คือไม่เพียงแต่เป็นหนังที่แปลก แหวกแนว ในแง่ของการนำเสนอ ยังถือเป็นหนังที่มีคุณค่า มีคติ มีอุทาหรณ์สอนใจที่น่าคิด น่าสนใจเอามากๆ โดยเฉพาะการนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์สำหรับบรรยากาศความเป็นไปในบ้านเรา สังคมเราในยุคนี้ สมัยนี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นสังคม 4.0 หรือกี่จุดก็แล้วแต่ แต่น่าจะย้อนกลับไปเอาหนังยุคขาว-ดำ ระดับ 0.4 มาดูๆกันเอาไว้มั่ง…
————————————————————–

ข่าวน่าสนใจ

Close