Mackenna’s Gold-กับขุมลึกแห่งกิเลส

โดย  ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…เปลี่ยนบรรยากาศจากหนังประเภทหนักๆ มาว่ากันถึงหนังเบาๆ ประเภทตื่นเต้น สนุกสนาน เด็กดูได้-ผู้ใหญ่ดูดีอะไรประมาณนั้น แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ…ถ้าหากดูไป-คิดไป ดูละครแล้วกลับมาย้อนดูตัวให้มากๆเข้าไว้ ไม่ว่าหนังหนัก หนังเบา ก็มีอะไรให้น่าคิด ให้สติเตือนใจ สามารถนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้เสมอๆนั่นแหละทั่น…

หนังสนุกๆที่จะว่ากันในสัปดาห์นี้…ก็คือหนังเรื่อง “Mackenna’s Gold” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ขุมทองแมคเคนนา” ที่เคยเข้ามาฉายในบ้านเรา ยุคที่โรงหนังสยาม ลิโด สกาลา เพิ่งจะเปิดใหม่ๆ ความใหญ่โต่ โอโถง จอขนาดใหญ่ ระบบเสียงเซ็นเซอราวด์ รอบทิศ จึงเป็นอะไรที่เหมาะเอามากๆ สำหรับหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้ทั้งตัวหนัง และทั้งความเป็นสยาม ลิโด สกาลา พลอยยิ่งใหญ่ เกรียงไกร น่าทึ่ง น่าประทับใจ ตามไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นฉากขี่ม้า หนีอินเดียนแดงอาปาเช่ ของบรรดานักขุดทองทั้งหลาย ที่ควบกันดังสนั่นลั่นโลก ทั้งตัวคน ตัวม้า ทั้งเสียงเกือกม้าที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโรง ย้อนคิดไปเมื่อไหร่…ก็อดอำลาอาลัย ต่อการทุบทิ้ง รื้อทิ้ง บรรดาโรงหนังในตำนานขึ้นมามิได้…

“ขุมทองแมคเคนนา” นั้น…เป็นหนังปีค.ศ. 1969 กำกับโดยฝีมือนักกำกับการแสดงชาวอังกฤษ คือ “เจ.ลี.ทอมป์สัน” (John Lee Thompson) ที่เคยดังระเบิดมาจากหนังเรื่อง “ป้อมปืนนาวาโรน” (The Guns of Navarone)ซึ่งถือเป็นหนังคลาสสิคอีกเรื่องหนึ่ง แต่ยังไม่อยากจะเอามาพูดถึง เพราะเป็น “หนังสงครามแบบฮอลลีวู้ด” คือสงครามที่อเมริกา อังกฤษ ต้องเก่ง ต้องกล้า ต้องเป็น “พระเอก”อยู่ร่ำไป และเยอรมัน ต้องกลายเป็นตัวร้าย โหดเหี้ยม อำมหิต วิปริต ไปตามสูตร จนไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะเอามาพูดถึงซักเท่าไหร่ ส่วน “ขุมทองแมคเคนนา” นั้น…เป็น “หนังคาวบอย” แม้ว่าโดยสไตล์ของฮอลลีวู้ดมักจะยัดเยียดให้ “อินเดียนแดง”ต้องเป็นวายร้ายอยู่ร่ำไป แต่สำหรับเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับหนักหนา สาหัส เกินไปนัก คือมุ่งที่จะสะท้อนถึง “สัญชาติญานความเป็นมนุษย์” ที่ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไทย เผ่าไหน พันธุ์ไหน ก็คงไม่ต่างไปจากกันซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในแง่ของความโลภ ความกระหาย อยากได้ อันเป็น “กิเลส” ที่แฝงฝังอยู่ในตัวตนของใครต่อใคร มากบ้าง-น้อยบ้าง ไปตามสภาพ…

แต่โดยเนื้อเรื่องของ “ขุมทองแมคเคนนา”นั้น…มีกลิ่นอายความคลาสสิคสอดแทรกเอาไว้พอประมาณ คือไม่ใช่แค่ไล่ยิง ไล่ฆ่าไล่ดวลปืน กันแบบหนังคาวบอยธรรมดาๆ แต่ไปคว้าเอา “ตำนาน”หรือ “เรื่องเล่าพื้นบ้าน”ของพวกคาวบอยยุคก่อนๆ หรือยุคที่คุณพ่ออเมริกาเขากำลัง “พิชิตตะวันตก”อยู่นั่นแหละ คือเรื่องของ “อาดัมส์ผู้สาบสูญ” (The Lost Adams Diggings) ที่อดีตนักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน ชื่อว่า “เจมส์ แฟรงค์ โดบี” (James Frank Dobie)เคยเขียนๆเอาไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1919-1920 ถึงนักขุดทองรายหนึ่งผู้มีชื่อเรียกขานกันในนาม “อาดัมส์”ที่เคยไปพบเห็น “ขุมทอง”ระดับมหึมาของพวกอินเดียแดง ก่อนที่จะสาบสูญไปจนกลายเป็นตำนาน หรือเป็นนิทานที่ถูกนำมาเล่าต่อกันแบบปากต่อปาก…

จากตำนาน หรือเรื่องเล่าพื้นบ้าน ทำนองนี้…นักเขียนนิยายอเมริกันอีกรายหนึ่ง ชื่อว่า “เฮนรี่ วิลสัน แอลเลน” (Henry Wilson Allen)ที่เชี่ยวชาญในการเขียนนิยายประเภทคาวบอยตะวันตก ชนิดเคยได้รับรางวัล “Spur Award”จากสมาคมนักเขียนเรื่องคาวบอยมาก่อนแล้ว เลยนำเอามาดัดแปลง ใส่สี ตีไข่ กลายเป็นนวนิยายเรื่อง “Mackenna’s Gold” ก่อนที่จะถูกนำเอามาทำเป็นหนังเรื่องนี้นั่นเอง โดยไปลากเอาพระเอกสุดหล่อ อย่าง “เกรกอรี่ เปค” (Gregory Peck) มารับบทเป็น “นายอำเภอแมคเคนนา”ที่นอกจากจะหล่อ จะยิงปืนแม่น ยังเป็นนักเล่นโปกเกอร์ตัวฉกาจ สามารถจดจำไพ่ที่เล่นแต่ละสำหรับ ได้ในเวลาสั้นๆ ด้วยเหตุนี้…จึงสามารถจดจำ “แผนที่ขุมทรัพย์”ของอินเดียนแดง ที่ถูกตัวเองยิงตายโดยอุบัติเหตุ ก่อนโยนทิ้งเข้าไปในกองไฟ…

แผนที่ขุมทรัพย์ หรือแผนที่เหมืองทองที่อยู่ในหัวของ “นายอำเภอแมคเคนนา”นั่นเอง…เลยทำให้ฉากการผจญภัยเพื่อตามหาขุมทอง ภายใต้การควบคุม บงการ ของอภิมหาดาวร้ายผู้สามารถจับตัวนายอำเภอแมคเคนนาเป็นนักโทษ ผู้มีชื่อว่า “จอห์น โคโลราโด”ซึ่งรับบทโดย “โอมาร์ ชารีฟ”(Omar Sharif)จึงเริ่มเปิดฉาก เปิดผ้าม่านกั้ง ตั้งแต่บัดนั้น เฉพาะแค่การ “เฉือนบท”กันระหว่างพระเอกสุดหล่ออย่าง “เกรกอรี่ เปค”กับผู้ที่เคยเล่นเป็นพระเอกหลายต่อหลายเรื่อง แต่กลับหันมาสวมบทเป็นดาวร้าย อย่าง “โอมาร์ ชารีฟ”นั้น เพียงเท่านี้…ก็ต้องเรียกว่า คุ้มแสนคุ้ม สำหรับการดูหนังเรื่องนี้ ใครที่เคยซาบซึ้ง ประทับใจ เคยน้ำตาซึม กับความเป็นพระเอก ของ “โอมาร์ ชารีฟ” ในเรื่อง “ด.ร.ชิวาโก” ถ้าลองเปลี่ยนม้วนมาดูเรื่อง “ขุมทองแมคเคนนา”แล้ว คงอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกน่ารัก น่าถีบ คันมือ คันตีน ต่อความเป็นดาวร้ายของ โคโลราโด”อย่างมิอาจปฏิเสธได้…

คือต้องยอมรับว่า…ดารารุ่นเก่า ผู้กำกับรุ่นเก่านั้น เป็นอะไรที่ “มือถึง”เอามากๆ สามารถเปลี่ยนบท เปลี่ยนบุคลิค ชนิดไม่ว่าจะเล่นเป็นตัวอะไร สามารถตีบทได้แตกกระจุยไปด้วยกันทั้งสิ้น สีหน้า แววตา ของตัวร้ายอย่าง “โคโลราโด้”ในหนังเรื่อง “ขุมทองแมคเคนนา”นั้น แทบทำให้ใครต่อใครจดจำพระเอกอย่าง “ด.ร.ชิวาโก”ไม่ได้เอาเลย แต่นอกจากบทบาท ฝีมือ ความสามารถของตัวแสดงในแต่ละตัว ที่ถูกวางเอาไว้แบบถึงอก ถึงใจ สมบท สมบาท ไปด้วยกันทั้งสิ้น โดยเนื้อเรื่องของ“ขุมทองแมคเคนนา”ก็ยังพอมี “ข้อคิดสะกิดใจ”ลึกและโดดเด่นไปกว่าบรรดาหนังคาวบอยโดยทั่วไปทั้งหลาย โดยเฉพาะการสะท้อนให้เห็นถึงกิเลศหรือความโลภ ที่สิงสถิตย์อยู่ในความรู้สึกลึกๆของใครต่อใคร ไม่ใช่แค่เฉพาะดาวร้าย โจร หรือคนเลว คนชั่ว แต่เพียงเท่านั้น กระทั่งคนดีๆ คนที่นับถือพระ นับถือเจ้า นับถือกฏหมาย หรือแม้กระทั่ง “นางเอก”ที่อดไม่ได้ต้องเปิดใจให้กับ “กิเลส”ในบางช่วง บางระยะ…

การ “ขุด”เอา “กิเลส”ออกมาจาก “ขุมหัวใจ”ของบรรดามนุษย์ในแต่ละประเภท ออกมาตีแผ่ให้เห็นกันจะๆจังๆเช่นนี้ จึงเป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีเอามากๆ กับ “เสียงเพลงอภิมหาอมตะ”ของศิลปินตาบอด อย่าง “โฮเซ่ เฟลิเซียโน่” (Jose Feliciano) ที่โหยหวน ครวญคราง เอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง หรือตั้งแต่เปิดฉากภูมิทัศน์อันสุดแสนอลังการ ของขุนเขาและทะเลทราย ในดินแดนภาคตะวันตกของอเมริกา ขณะที่ม้าตัวเล็กๆกำลังย่างเหยาะอยู่บนพื้นดิน โขดหิน ไม่ต่างอะไรไปจากมดที่กำลังไต่ไป-ไต่มา ในสายตาของอีแร้งคอนดอร์ ส่งผลให้บทเพลงที่นำมาเป็นเพลงประกอบในหนังเรื่อง “ขุมทองแมคเคนนา” เลยกลายเป็นเพลงอภิมหาอมตะนิรันดรกาลอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ดังนั้น…ไม่ว่าฉาก โครงเรื่อง ตัวแสดง ไปจนถึงเพลงประกอบ ซาวด์เอฟเฟค ฯลฯ หนังเรื่อง “ขุมทองแมคเคนนา”จึงเป็นหนังที่ดูได้ ดูดี สนุกสนาน ตื่นเต้น เมามันซ์ซ์ซ์ แถมยังได้ข้อคิด ได้สติเตือนใจ ไม่น้อยกว่าหนังคลาสสิคเรื่องอื่นๆ ชนิดที่อันตัวข้าพเจ้าเอง…ต้องคว้ามาดูแทบจะรอบที่ล้านเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดแรงกระตุ้นแรงบันดาลใจอยากจะไป “เกิดใหม่”ให้ “หล่อ”แบบเดียวกับ “เกรกอรี่เปค” เลยยิ่งดูได้ ดูดี…ไปด้วยประการละฉะนี้…แล…

——————————————————————

ข่าวน่าสนใจ

Close