Dr. Strangelove- คำตอบของวันสิ้นโลก

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ด้วยเหตุเพราะไป “รับจ๊อบ” เขียนคอลัมน์ให้กับสื่อฯอีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือไปจาก “ไทยโพสต์” และรายการวิทยุที่เคยจัดๆในช่วงวันเสาร์-วันอาทิตย์ที่เอฟเอ็ม.101 ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้ “คอมเม้นท์” ในทุกๆวันพฤหัส ซึ่งทั้งจ๊อบเขียน และจ๊อบพูด ต่างก็เน้นหนักไปในเรื่องโลก เรื่องต่างประเทศ ซะเป็นหลัก เลยต้องดัดแปลงตัวเองให้กลายเป็นผู้ติดตาม สังเกตุการณ์ เรื่องราวของโลก ของต่างประเทศ ไปโดยปริยาย…

ด้วยเหตุนี้…เลยหนีไม่พ้นต้องไปหยิบเอาหนังที่เข้ากับสถานการณ์โลก สถานการณ์ต่างประเทศ มาลองว่าๆกันในสัปดาห์นี้ดูมั่งซึ่งเท่าที่ผ่านหู-ผ่านตา คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าหนัง “ตลกร้าย” ที่ออกฉายช่วงปีค.ศ. 1964 หรือช่วงที่โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือค่าย “คอมมิวนิสต์” ที่นำโดยโซเวียต รัสเซีย และค่าย “ประชาธิปไตย” หรือ “โลกเสรี” ที่นำโดยคุณพ่ออเมริกา แล้วก็หันมาทำสงครามกันในรูปแบบที่เรียกว่า “สงครามเย็น” หรือไม่ถึงกับปะทะ แตกหัก แบบสงครามร้อนๆทั้งหลาย แต่หันมาใช้การแทรกซึม แทรกแซง การอาศัย “ตัวแทน” เล่นงานกันและกันด้วยรูปลักษณ์ต่างๆ อันก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความตึงเครียด รวมทั้งฉิบหาย วายวอด แทบไม่ต่างอะไรไปจากสงครามร้อนทั้งหลายนั่นแล…
คือแม้ว่า “สงครามเย็น” จะยุติลงไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ตั้งแต่กำแพงเบอร์ลินแตก และความเป็นสหภาพโซเวียตของรัสเซียก็พลอยแตกตามไปด้วย แต่บรรดาความหวาดระแวง ความตึงเครียด รวมทั้งความฉิบหาย วายวอด ในรูปแบบต่างๆ กลับดันไม่สูญสลายหายตามไปด้วย บรรยากาศของโลกทุกวันนี้ หรือ ณ ขณะนี้…จึงแทบไม่ได้มีอะไรผิดแผก แตกต่าง ไปจาก “ยุคสงครามเย็น”เอาเลยแม้แต่น้อย เผลอๆ…อาจหนักยิ่งกว่าซะด้วยซ้ำ โดยเฉพาะแนวโน้มในการงัดเอาอาวุธร้ายแรงระดับ “ระเบิดนิวเคลียร์”เข้ามาพร่าผลาญ สังหาร ซึ่งกันและกัน เลยทำให้หนังตลกร้ายเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว คือเรื่อง “Dr. Strangelove” ถ้าเรียกชื่อสั้นๆ แต่ถ้าเรียกชื่อเต็ม ก็ต้องเรียกว่า “Dr. Strangelove or How I Learn to Stop Worrying and Love the Bomb” ที่ออกจะยาวอีเหลนเป๋น จนไม่มีใครอยากจะเรียกเต็มๆซักเท่าไหร่ ถือเป็นหนังที่ยังต้องหยิบมาพูดถึงเอาไว้ ณ ที่นี้…

หนังเรื่องนี้…ก็คือหนังของอภิมหาผู้กำกับระดับเทพ หรือระดับมนุษย์ต่างดาว ผู้มีนามกรว่า “สแตนลีย์ คูบริค” (Stanley Kubrick)นั่นเอง ที่เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ และผู้ร่วมเขียนบท พร้อมกันไปในตัว โดยไปนำเอาพล็อต หรือโครงเรื่องมาจากงานวรรณกรรม นวนิยายของนักเขียนชาวเวลช์ คือ “ปีเตอร์ ไบรอัน จอร์จ” (Peter Bryan George) ชื่อว่าเรื่อง “Red Alert” หรือบางครั้งก็เรียกว่า “Two Hours to Doom” หรือ “อีก 2 ชั่วโมงจะถึงวันสิ้นโลก” อะไรประมาณนั้น ที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1958 มาดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง “Dr. Strangelove” ไปจนได้…

แม้ว่าหนังเรื่องนี้…จะจัดอยู่ในประเภท “ตลก” หรือ “ตลกร้าย” หรือ “ตลกเสียดสี” อะไรก็ตามแต่ แถมยังไปคว้าเอาอภิมหาดาราตลก อย่าง “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” (Peter Sellers)มารับเป็นตัวแสดงถึง 3 ตัว คือเล่นเป็นตัวประธานาธิบดีอเมริกัน เป็นตัวด๊อกเตอร์ “Strangelove” ที่ปรึกษาประธานาธิบดีผู้เคยเป็นอดีตนาซีเยอรมัน และเป็นตัวนายทหารฝ่ายเสนาธิการในกองทัพอากาศที่พยายามขัดขวางไม่ให้ผู้บังคับบัญชาที่เป็นโรคจิต หรือโรค “กลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมอง” ก่อสงครามนิวเคลียร์ระหว่างอเมริกากับโซเวียตรัสเซีย แต่ไม่ว่าใครจะ “เส้นตื้น”ซักเพียงไหน โอกาสที่จะยิ้ม จะหัวเราะ ไปกับหนังเรื่องนี้ น่าจะยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ เพราะมันหนักไปทาง “เครียด” เอามากๆ จนอาจต้องอาศัยการ “ตลก” มาใช้เป็นรูปแบบในการดำเนินเรื่อง ไม่งั้น…คนดูอาจเส้นประสาทแตกเอาง่ายๆ อีกทั้งตัวของผู้กำกับอย่าง “สแตนลีย์ คูบริค” นั้น…โดยพื้นฐานแล้วแกไม่น่าจะออกไปทาง “ตลก” ซักเท่าไหร่ หนักไปทาง “พี่เครียด” พอๆกับอภิมหาโค๊ชผีแดง อย่าง “โฆเซ่ มูริญโญ่” อะไรประมาณนั้น เพราะหนังแต่ละเรื่องที่แกสร้างๆ หรือที่แกเป็นผู้กำกับ เช่นเรื่อง “Spartacus” งี้ เรื่อง “2001: A Space Odyssey” งี้ ฯลฯลฯ มักเล่นเอาเส้นประสามบวม หรือไม่ก็ต้อง “ปีนกระไดดู” ออกไปทางเวียนหัว มึนเฮด ไปด้วยกันทั้งสิ้น..

ดังนั้น…เรื่อง “Dr. Strangelove” ก็คงไม่แตกต่างไปจากกันมากนัก คือแม้ว่าโดยรูปร่าง หน้าตา ของ “ปีเตอร์ เซลเลอร์” นั้น แค่โผล่หน้าออกมาให้เห็นก็ตลกแล้ว แต่สำหรับเรื่องๆนี้…ถึงพยายามจะตลกเพียงใดก็แล้วแต่ แต่ก็ยังออกไปทางเครียดๆกันจนได้ อันเนื่องมาจากโดยเนื้อเรื่อง โครงเรื่องนั้น มันออกไปทาง “ตลกไม่ออก” โดยเด็ดขาด คือเป็นเรื่องที่มุ่งสะท้อน เสียดสี ให้เห็นถึงความหวาดระแวง ความตึงเครียด ความวิปริตพิสดาร หรือความ “วิกลจริต” ที่แทรกซึมอยู่ในแนวคิด นโยบาย มาตรการหรือโครงการต่างๆ ของบรรดาผู้บริหารประเทศระดับมหาอำนาจทั้งหลาย ที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์ คิดค้น อาวุธมหาประลัยนานาชนิด เพื่อเอาใช้ล้างผลาญ ทำลาย ฝ่ายตรงกันข้าม จนสุดท้าย…แม้นมีความพยายามที่จะไม่ใช้อาวุธเหล่านี้ หรือพยายามหาทางสื่อสาร ประนีประนอม เพื่อไม่ให้ “วันสิ้นโลก” หรือ “สงครามล้างโลก” อุบัติขึ้นมาซักเพียงไหนก็ตาม แต่โดย “ตัวอาวุธ” เอง ที่ก่อกำเนิด หรือถูกประดิษฐ์ คิดค้น มาจากรากฐานแห่งความวิปริตพิสดาร ความวิกลจริต ไม่ต่างไปจาก “เมล็ดพันธุ์แห่งความวิปริต” ซึ่งแฝงฝังอยู่ภายในตัวของอดีตนาซี และที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐ อย่าง ด.ร. “Strangelove” นั่นเอง ก็กลายเป็นตัวฉุดกระชาก ลากถู ให้ “สงครามล้างโลก” ต้องอุบัติขึ้นมาจนได้…

ถ้าว่ากันตาม “รสนิยมส่วนตัว” ของอันตัวข้าพเจ้าเอง…หนังเรื่องนี้ไม่ถึงกับโดนใจ ถูกใจ มากมายซักเท่าไหร่ แต่ก็อย่างว่า…เมื่อเป็นหนังที่ถูกจัดอันดับเอาไว้ในแวดวงฮอลลีวู้ด ให้ถือเป็น “หนังคลาสสิค” อีกเรื่องหนึ่ง แถมหลังจากออกฉาย ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอะไรต่อมิอะไรอยู่มากมาย ไม่ว่าตัวนักแสดงอย่าง “ปีเตอร์ เซลเลอร์ส” หรือตัวผู้เขียนบทอย่าง “สแตนลีย์ คูบริค” เลยต้องหยิบเอามานำเสนอให้พอรู้ๆกันเอาไว้มั่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ต้องถือว่าเป็นหนังที่ค่อนข้างจะเข้ากับบรรยากาศ เข้ากับเหตุการณ์ สถานการณ์ของโลกในช่วงนี้มิใช่น้อย ยิ่งถ้าหากเอามาอุปมา-อุปมัย เอามาเทียบเคียงกับสถานการณ์ความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์ ไม่ว่ากรณีเกาหลีเหนือ หรือกรณีอิหร่าน มันออกจะเข้ากันได้ดีพอสมควร หรือเป็นฉากสถานการณ์ที่ไม่ถึงกับ “ห่าง” หรือ “แตกต่าง” ไปจากกันและกันมากมายซักเท่าไหร่นัก…

ด้วยเหตุนี้…ใครที่สับสน มึนซ์ซ์ซ์งง เบื่อๆ เหนื่อยๆ กับข่าวคราวความเป็นไปของสถานการณ์โลก ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แย่งชิง ความหวาดระแวง ตึงเครียด ฯลฯ ชนิดไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันถึงจะจบ หรือจะจบลงไปในแนวไหน แบบไหน ก็อาจหันไปคว้าเอาหนังเรื่องนี้ มาใช้เป็นคำอธิบาย หรือแม้กระทั่งเป็นตัว “ตอบคำถาม” ของฉากสถานการณ์ในอนาคตเบื้องหน้าได้บ้าง ไม่มากก็น้อย คือพูดง่ายๆว่า…ความเป็นไปของโลกในช่วงนี้ แม้ว่ามันจะมีผู้ใฝ่ใจในสันติภาพ ผู้ไม่ต้องการสงคราม และพยายามป้องกัน ขัดขวาง ไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ แต่ด้วยเหตุที่ “เมล็ดพันธุ์แห่งความวิปริต” มันถูกหว่าน ถูกแฝงฝัง อยู่ภายในตัวของผู้มีอำนาจ ผู้บริหาร รวมทั้งผู้ประดิษฐ์คิดค้นอาวุธร้ายๆ ในบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย มุมจบของสถานการณ์โลกในทุกวันนี้ มันจึงอาจไม่ต่างไปจากมุมจบของหนังเรื่อง “Dr. Strangelove: How I learn to Stop Worrying and Love the Bomb” มากมายซักเท่าไหร่นัก คือสุดท้าย…มันคงต้อง “ล้างโลก” หรือ “สิ้นโลก” กันจนได้…นั่นแล…
——————————————————

 

ข่าวน่าสนใจ

Close