อปัณณกธรรม (มีคลิป)

ชาดกว่าด้วย การข้องแวะกับกิเลสคือบ่อเกิดแห่งทุกข์

อปัณณกธรรมชาดก    เป็นนิทานชาดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ได้ตรัสไว้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี  และสาวกของอัญญเดียรถีย์  500  คน  ณ. เชตวันมหาวิหาร  นครสาวัตถี  เนื่องด้วยอัญญเดียรถีย์เหล่านี้ล้วนเป็นคนกลับกลอก  พอฟังธรรมก็เกิดศรัทธาประกาศตนเป็นพุทธมามกะ  แต่พอพระพุทธศาสดาเสด็จจากไปก็หันกลับไปนับถือลัทธิเดิมกันทั้งหมดสิ้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงระลึกชาติและพบว่า  ในกาลก่อนนั้นมนุษย์ทั้งหลายนี้เคยถือเอาสิ่งที่มิใช่สรณะมาเป็นสรณะ  โดยอาศัยการคาดคะเนถือเอาผิดๆ  จึงถึงกับให้เกิดการพินาศใหญ่หลวงมาแล้ว  และพระองค์ก็ทรงเล่าเรื่องราวในกาลนั้นให้ฟัง

ณ. กรุงพาราณสี  มีพ่อค้ารายใหญ่อยู่  2  คน  ซึ่งทั้งสองต่างมีอุปนิสัยที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน พ่อค้าคนที่ 1  มีนิสัยเจ้าอารมณ์  หูเบา  เชื่อคนง่าย  ขาดสติพิจารณา ส่วนพ่อค้าอีกคน  กลับชอบใฝ่หาความรู้  ช่างสังเกต  และยึดถือ  อปัณณกธรรม  3 ข้อ เป็นธรรมประจำใจ ข้อที่ 1  คือ  การป้องกันตนมิให้มัวเมาในรูป รส กลิ่น  เสียง อินทรียสังวร อปัณณกธรรม ข้อ 2  คือการเตรียมป้องกันมิให้เกิดโทษจากการกิน  ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม โภชเนมัตตัญญุตา อปัณณกธรรม ข้อ 3 คือเตรียมป้องกันมิให้เกียจคร้านละเลยหน้าที่  ชาคริยานุโยค  นอกจากตนจะตั้งอยู่ในอปัณณกธรรมสามประการนี้แล้ว  พ่อค้าผู้นี้ยังอบรมบริวารให้ปฏิบัติตามและยึดธรรมนี้ไว้ในใจเช่นกัน อยู่มาคราวหนึ่ง  พ่อค้าทั้งสองต่างคิดจะเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อไปค้าขายยังเมืองเดียวกัน  แต่เส้นทางนี้แห้งแล้งมาก อาหาร น้ำ และหญ้าระหว่างทางก็ขาดแคลน  ไม่พอเพียงสำหรับคนและโค  พ่อค้าทั้งสองจึงไม่สามารถร่วมเดินทางไปพร้อมกันได้ เมื่อถึงเวลาเดินทาง  พ่อค้าผู้ขาดสติจึงจัดคนออกเดินทางพร้อมขบวนสินค้า และเสบียงและน้ำ  สำหรับระยะทางกันดารถึง  60  โยชน์ เดินทางเข้าวันที่ 7  กองเดินทางของพ่อค้าคนที่ 1 ก็เข้าไปในเขตยักษ์กินคนยักษ์เหล่านี้มีอยู่แค่ 20 ตัว มันจึงไม่กล้าต่อกรกับคนถึง  500  คน  พวกมันจึงวางแผนล่อลวงเพื่อหลอกกินเนื้อมนุษย์เหล่านี้ พวกยักษ์จำแลงกายเป็นคนนั่งรถเทียมด้วยโคขาวสวนทางมา บนล้อมีโคลนติดหนาเตอะ เหมือนเพิ่งเดินทางฝ่าสายฝนที่ตกหนักมาใหม่ ๆ  แต่ละคนท่าทางแข็งกระด้างกำแหงหาญ เคี้ยวกินเหง้าบัวอย่างเอร็ดอร่อย  ทำทีให้รู้ว่าสองข้างทางที่พวกเขาผ่านมานั้น  มีห้วยหนองคลองบึงเต็มไปหมด

พ่อค้าหูเบาได้ฟังดังนั้นก็หลงเชื่อ  สั่งลูกน้องให้เทน้ำทิ้งหวังสะดวกสบายไม่ต้องแบกของหนัก แต่เขาไม่สังเกตเลยสักนิดว่าบุคคลเหล่านี้มีท่าทางแข็งกร้าวห้าวหาญ  นัยน์ตาแดง  แม้ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดด ก็ไม่มีเงาปรากฎ ผิดมนุษย์ กลุ่มขบวนพ่อค้าเดินทางไปตลอดวัน จะหาน้ำสักหยดก็ไม่พบ ครั้นตกเย็น  ก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง หิวโหย อดทั้งข้าวและน้ำ ทั้งคนและโคก็สลบไสล  พ่อค้าผู้ขาดสติพาบริวารสู่หายนะเสียแล้ว ทั้งคนและโคเมื่อหมดเรี่ยวแรงก็กลายเป็นอาหารอันโอชะของยักษ์ในค่ำคืนนั้นเอง จุดจบอันหายนะของเหล่าวานิชผู้ขาดสติ   ล้วนเกิดจากผู้นำขาดหลักธรรมอปัณณกธรรมโดยแท้

หลายวันต่อมา  นายวานิชผู้ยึดหลักธรรมอปัณณกธรรมอยู่ในใจ  ก็นำกองเกวียนออกเดินทาง รอนแรมมาจนล่วงเข้าเขตทะเลทราย นายวานิชประชุมกับลูกน้อง  ให้ทุกคนปฏิบัติอปัณณกธรรมโดยเคร่งครัด เมื่อกองคาราวานเคลื่อนเข้าสู่แดนอันตราย  พวกยักษ์กินคนก็แสร้งทำเป็นคณะเดินทางผ่านมาเช่นเดิม  ทำอุบายหลอกล่อเหมือนเช่นตอนหลอกพ่อค้าคนแรก คิดได้ดังนั้นนายวานิชก็กล่าวเตือนกับลูกน้องไม่ให้หลงเชื่อ  และให้เหตุผลประกอบ นายวานิชไม่หลงเชื่อกลอุบายนั้น ยังคงสั่งให้คณะเดินทางต่อไป  พร้อมทั้งกำชับให้ประหยัดน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก

ย่ำค่ำจนรุ่งสางทุกคืนก็ยังรักษาวินัย จัดเวรยามระวัดระวังอันตรายโดยไม่ประมาท และแล้วขบวนคาราวานของนายวานิชก็พ้นผ่านเขตแดนยักษ์กินคนมาได้อย่างปลอดภัย  และสามารถขายสินค้าได้ราคางามถึงสองเท่า  นำกำไรเดินทางกลับไปยังพาราณสีโดยหลักธรรมอปัณณกธรรมคุ้มครองชีวิต นับแต่นั้นมาบริวารทั้ง  500  คนก็นำเอา  อปัณณกธรรมมาป้องกันความผิดพลาดในการดำเนินชีวิต  ปฏิบัติตัวเป็นผู้มีสติมีเหตุผล  รู้คุณรู้โทษ  ไม่ตัดสินสิ่งใดโดยคาดคะเนอีกต่อไป

ข่าวน่าสนใจ

Close