พกชาดก (มีคลิป)

ชาดกว่าด้วย บาปกรรมของผู้ฉลาดแกมโกง

พระเชตะวันมหาวิหาร  ณ  เวลาในพุทธกาลสมัยหนึ่ง  ยังมีพระภิกษุผู้มีศิลปะในการตัดเย็บ  ย้อมสี  ปะชุนจีวร  ฝีมือดีจนเป็นที่ยอมรับในหมู่สงฆ์ ภิกษุรูปนี้ชาญฉลาดในการทำจีวรให้งาม  ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายพากันขนานนามตามความหมายนั้นว่า  พระจีวรวัฑฒกะ  แปลว่า ผู้สามารถทำผ้าเก่าให้ดูเหมือนใหม่ได้ ดังนั้นหมู่ภิกษุในพระเชตะวันอารามจึงพากันไปใช้บริการมิได้ว่างเว้น

          เมื่อเวลาล่วงเลยไป  ความอัจฉริยะของสงฆ์ผู้ซ่อมจีวรนั้น  ก็ยิ่งเป็นที่ร่ำลือกันไม่หยุดทั่วพระเชตะวันมหาวิหาร วิธีการซ่อมผ้าของภิกษุผู้นี้คือ  นำผ้าเก่ามาซักโดยประณีต  เมื่อสะอาดดีก็เย็บขึ้นเป็นผืนจีวรก่อนลงย้อมด้วยสีที่ผสมเป็นพิเศษ  ด้วยเวลาและความร้อนที่เหมาะสม เมื่อได้สีสันตามต้องการแล้วจีวรผ้าเก่าก็ยังต้องถูกจัดการกับรูเล็กๆ ที่เกิดจากการใช้งานมานานให้สมานเป็นเนื้อผ้าเรียบสวยไร้รอยตำหนิ พระจีวรวัฑฒกะ  จะนำผ้าย้อมนั้นไปแช่น้ำแป้ง  และปล่อยไว้จนแป้งละลายเข้าไปอุดสมานรูรั่วของผ้าได้ทั้งผืนก่อนนำมาตากและรีด และเมื่อผ่านการรีดจนเรียบร้อย  ผ้าเก่าๆ ก็กลายเป็นจีวรใหม่สีเงางาม  อวดแสงตะวันจนดูพร่างพราย ดุจกันกับความนิยมของหมู่ภิกษุสงฆ์  ที่นับวันก็ขจรขจาย  จนฝีมือพระจีวรวัฑฒกะกลายเป็นสิ่งอัศจรรย์มากขึ้นทุกที่

          นานวันเข้า  เมื่อวันเวลาล่วงผ่านไป  จิตใจมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลง  ไม่เว้นพระสงฆ์องค์เจ้าอย่างพระจีวรวัฑฒกะซึ่งเริ่มคิดละโมบขึ้นบ้าง ฉะนั้นเมื่อมีภิกษุบวชใหม่น้ำผ้าเนื้อดีมาขอให้ท่านตัดเย็บเป็นจีวร  ก็มักเจออุบายจากความโลภนั้น  ดังเช่นภิกษุใหม่รูปนี้ พระภิกษุบวชใหม่จะไม่คิดสงสัยแม้แต่น้อย  และยินยอมแลกจีวรด้วยความเต็มใจทุกครั้ง แผนหลอกลวงนี้พระจีวรวัฒฑกะมักจะนำไปใช้กับพระภิกษุบวชใหม่เสมอ  และก็จะสำเร็จทุกครั้ง

          จีวรที่พระภิกษุใหม่แลกมา  แรกๆ ก็ดูสวยงาม เพราะผ่านการตัดเย็บและย้อมสีมาอย่างดี  พระบวชใหม่หลายรูปก็พากันชื่นชมอย่างอิ่มเอิบใจ แต่ความลับไม่มีในโลกจริงๆ  จีวรที่พระภิกษุใหม่นำไปแลกมาได้นั้น  แรกๆ ก็ดูสวยงาม  แต่พอใช้มาระยะหนึ่ง  เมื่อนำไปซักด้วยน้ำร้อน  แป้งที่สมานเนื้อผ้าไว้ก็หลุดออกเห็นเป็นรูพรุ่นทั่วผืน ห่างไกลออกไปในนิคมชนบทก็ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง  ซึ่งมีวิชาการด้านนี้เหมือนพระจีวรวัฑฒกะ  ภิกษุรูปนี้ได้ยินเสียงเล่าขานถึงกลโกงของพระจีวรวัฑฒกะที่อยู่ในอารามเชตะวันมาโดยตลอด  ก็เกิดอยากลองวิชา พระชนบทวางอุบายไว้ในใจแล้วเดินทางสู่พระอารามเชตะวันโดยไม่รอช้า

          เมื่อถึงพระอารามเชตะวันแล้ว  พระชนบทก็ห่มด้วยจีวรเก่าที่ปรับแต่งมาอย่างประณีตสวยงามจนดูมีราคาแพง   แล้วแสร้งเดินผ่านกุฏิพระจีวรวัฑฒกะเพื่อสร้างความสนใจ

          พระจีวรวัฑฒกะเมื่อเห็นจีวรที่พระชนบทปรับแต่งมาอย่างดีก็นึกว่าเป็นจีวรเนื้อดี  จึงมีความโลภอยากได้มาครอบครองดังเคย พระนักต้มของเชตะวัน  เข้าไปในกุฏิแล้วพบว่าไม่มีผ้าเก่าที่ใช้ลวงผู้อื่นเหลืออยู่อีกเลย ไม่นานต่อมา  พระชนบทก็ครองจีวรใหม่กลับไปด้วยรอยยิ้มกริ่ม  ปล่อยให้พระจีวรวัฑฒกะปลื้มอยู่กับผลงานการล่อลวงต่อไป ต่อมาไม่นานเท่าใดนัก เมื่อพระจีวรวัฒฑกะนำจีวรที่แลกกับพระบ้านนอกมาซักด้วยน้ำร้อน  ความเก่าคร่ำคร่าของผ้าก็เผยออกมาทันที พระจีวรวัฑฒกะแห่งเชตะวันอับอายกับเรื่องนี้จนไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด  ภิกษุทั้งหลายก็พากันกล่าวขานกันทั่วธรรมสภาเป็นข้อพิจารณาสำคัญ ครั้นเหตุ นี้ทราบถึงพระกรรณสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงพระกรุณาธิคุณเผยวัจนะว่า แล้วองค์พระศาสดาก็ทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ  ตรัสเล่าพะกะชาดก ดังนี้

ในอดีตกาล  ณ หนองน้ำกลางป่าแห่งหนึ่ง  ยามฤดูแล้งน้ำก็แห้ง  ลดลงจดเหลือแค่เป็นแอ่งเล็กๆ  ฝูงปลาในหนองน้ำจึงอยู่กันอย่างแออัด   ในตอนนั้นมีนกยางตัวหนึ่งบินผ่านมา  นึกอยากกินปลาในนั้นแบบสบายๆ  จึงทำกลอุบายขึ้น เหล่าปลาในแอ่งน้ำเล็กๆ  จึงช่วยกันหาผู้แทนไปตามข้อเสนอ ในที่สุด  ฝูงปลาก็ตกลงใจคัดเลือกปลาหมอตัวโตมีเกล็ดแข็ง  และอยู่บนบกได้นานกว่าใครเป็นตัวแทนไปสำรวจบึงแห่งใหม่ นกยางบินไปสักพักก็พบบึงใหญ่ตามที่พูดไว้  นกยางปล่อยปลาหมอว่ายสำรวจจนทั่วบึง  เจ้าปลาหมอแหวกว่ายอย่างร่าเริงใจไม่คิดสงสัยเจ้านกยางเลยสักนิด  เมื่อได้เวลา  นกยางก็คาบปลาหมอกลับมาจากบึงสวยงามนั้นกลับไปบอกกล่าวแก่เพื่อนปลาตัวอื่นๆ ที่แอ่งเล็กนั้น ปลาทุกตัวมารวมกันเพื่อเข้าคิวรอนกยางมาคาบไปทีละตัว  หวังจะไปใช้ชีวิตที่บึงใหญ่  ตามคำบอกเล่า  โดยลืมคิดไปว่านกยางนั้นกินปลาเป็นอาหาร

          ในวันนั้น  นกยางคาบเอาปลาบินไปส่งจนหมด  แต่หาใช่ส่งไปบึงใหญ่ไม่  มันเอามาจิกกินบนฝั่งอย่างสำราญใจ  มิได้ส่งลงน้ำตามข้อตกลงแม้แต่ตัวเดียว ในที่สุดปลาในแอ่งเล็กนั้นก็หมดเกลี้ยง  เหลือเพียงแต่ปูตัวหนึ่งเดินงุ่มง่ามอยู่ในดินเลน เจ้าปูนั้นไม่ไว้ใจนกยางเลย  แต่จำต้องย้ายที่อยู่  จึงทำอุบายขอหนีบคอนกด้วยก้ามที่แข็งแรงของตนแล้วให้นกบินพาไป เมื่อร่อนมาที่บึงใหญ่  นกยางก็นำปูมาทางตลิ่งไม่พาลงสระน้ำตามวาจา ด้วยความเจ็บปวดและหายใจไม่ออก  เจ้านกยางจึงยอมพาปูบินมาถึงบึงใหญ่ตามต้องการ  แต่อนิจจา  เมือปูปล่อยก้ามออกจากคอ  นกยางก็สิ้นลมหายใจเสียแล้ว  ส่วนปูก็อาศัยบึงใหญ่ต่อไปจนสิ้นอายุขัย รุกขเทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ในต้นไม้ใหญ่ริมบึง  เห็นเหตุดังนั้นโดยตลอด  จึงกล่าวสุภาษิตสอนใจว่า

ในสมัยพุทธกาลต่อมา  นกยางกำเนิดเป็น  พระจีวรวัฑฒกะแห่งเชตะวัน  ปูกำเนิดเป็น  พระจีวรวัฑฒกะแห่งชนบท  รุกขเทวา  เสวยพระชาติเป็น  พระพุทธเจ้า นาจะจันตัง  นิกะติปปัญโญ  นิกัตตะยา  สุขะเมธะติ  อาราเธ  นิกะติปปัญโญ  พะโก กักกะฏะกามิวะ บุคคลใดใช้ปัญญาหลอกลวงผู้อื่น  ย่อมไม่ได้รับความสุขเป็นนิจ  เพราะผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงผู้อื่น  ย่อมประสบผลบาปกรรมที่ตนทำไว้  เหมือนนกยางถูกปูหนีบคอฉะนี้

ข่าวน่าสนใจ

Close