The Never ending Story หนังสำหรับสังคมก้มหน้า
นานาทัศนะ วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2560 13:33 น.
827195
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

การหันมาเขียนเรื่องหนังแทนเรื่องการบ้าน การเมืองนั้น...แรกๆก็พอสนุก แต่พอเขียนไป-เขียนมา ชักเหนื่อยและหนักไม่น้อยไปกว่าเรื่องบ้าน เรื่องเมือง ซักเท่าไหร่ คืออาจเพราะตัวเองไม่ได้เป็นนักวิพากษ์ วิจารณ์เรื่องหนังแบบพวก “มืออาชีพ” ทั้งหลาย อีกทั้งด้วยวัย สังขาร ที่ออกไปทาง “แก่แล้ว-แก่เลย” หนังอะไรที่เคยดูๆ เคยประทับใจมาก่อน บางครั้ง บางครา ก็ดันจำไม่ได้ซะดื้อๆ ต้องไปวาน “อากู๋กูเกิล” ให้ช่วยค้นคว้าหาข้อมูล ต้องนั่งค้น นั่งแปล ชนิดเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัวมิใช่น้อย...

อย่างเรื่องที่จะนำมาแนะนำในสัปดาห์นี้...คือเรื่อง “The Never ending Story” ที่เคยได้ดูเมื่อเกือบ 20-30 ปีที่แล้ว และจำได้ว่ารู้สึกประทับใจ โดนใจ มิใช่น้อย แต่พอจะหยิบมาพูดถึงในช่วงนี้ หลายสิ่ง หลายอย่าง ก็ลืมๆไปแล้ว จำได้แต่เฉพาะเป้าหมาย จุดมุ่งหมายของเรื่อง ที่ต้องเรียกว่า...น่าจะให้ข้อคิด ให้สติ อุทาหรณ์ สำหรับผู้คนในโลกยุคนี้ ยุคที่เทคโนโลยี  ทั้งหลาย กำลังทำให้ใครต่อใครโดยเฉพาะเด็กๆ กลายเป็นเครื่องยนต์ กลไก หรือเป็นเด็กที่โตขึ้นมาโดย “ไร้จินตนาการ”  ยิ่งขึ้นทุกที ก็เลยหนีไม่พ้นต้องหยิบเอามาพูด มาเสนอแนะ ทั้งๆที่จำได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังมั่นอก มั่นใจ ว่าเป็นหนังดี   หนังที่น่าดู หรือหนังที่ต้องดู อีกเรื่องหนึ่ง...

คือก่อนที่จะกลายมาเป็นหนัง... “The Never ending Story” ก็คือ “วรรณกรรม” ที่โด่งดังมาก่อนหน้านั้น ในเยอรมัน หรืออาจทั่วทั้งโลกก็ว่าได้ เป็นผลงานการเขียนในแบบ “นิยายแฟนตาซี” ของนักเขียนเยอรมันผู้มีนามว่า “Michael Ende” หรือ “Michael Andreas HelmuthEnde” ที่มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าจะเกิด “สงครามโลกครั้ง 2” ไม่กี่สิบปี ตัวของนาย “Ende” หรือ “Michael Ende” รายนี้ ต้องเรียกว่ามี “สายเลือดศิลปิน” มาตั้งแต่กำเนิด คือพ่อหรือบิดาบังเกิดเกล้าเป็นศิลปินนักวาดภาพแนว “Surrelist” ที่โด่งดังไม่เบาในสังคมเยอรมนี และก็ถูกพวก “นาซี” เยอรมันช่วงนั้นไม่ชอบขี้หน้าซักเท่าไหร่ ชีวิตในวัยแรกๆของ “Michael Ende” จึงออกจะเหนื่อยยาก ลำบาก มิใช่น้อย ไม่แต่เฉพาะต้องเจอกับสภาวะความเหี้ยมโหด อำมหิตของสงคราม เคยหนีไปอยู่กับลุงที่เมืองฮัมบวร์ก แต่พอเมืองนี้ถูกพวกสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่ ลุงก็จับใส่รถไฟให้กลับมาอยู่ที่เมืองมิวนิคตามเดิม ความโหดร้าย น่ากลัว ตื่นเต้น เสี่ยงภัยฯลฯที่ตัวเองได้สัมผัส พบเห็น มาตั้งแต่เด็กๆ จึงอาจมีส่วนถูกนำมาถ่ายทอดในนิยาย วรรณกรรม ของตัวเองในช่วงหลังๆ ได้อย่างแนบเนียนเอามากๆ และทำให้นิทานหรือนิยายแฟนตาซีสำหรับเด็กๆ อันเป็นงานถนัดของ “Michael Ende” จึงไม่ได้ออกไปทางเรียบๆ ง่ายๆ แบบนักเล่านิทานรุ่นเก่าๆ แต่เต็มไปด้วยสีสัน ความตื่นเต้น เร้าใจ ปนความสนุกสนาน จนกลายเป็นวรรณกรรมที่โด่งดังได้ไม่ยาก...

แรกๆนั้น...ว่ากันว่าตัว “Michael Ende” แกถนัดและชอบในงานเขียนประเภท “บทกวี” มาก่อน ความละเอียด ประณีตความสละสลวย ในการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ออกมาเป็นนิยาย จึงยิ่งเป็นอะไรที่ “เข้าถึง-เข้าใจ-และพัฒนา” ได้แบบเต็มๆ เนื้อๆ อีกทั้งว่ากันว่า...แกเป็นคนที่หลงใหล ใฝ่ใจ ในวัฒนธรรมตะวันออกมิใช่น้อย โดยเฉพาะวัฒนธรรมญี่ปุ่น สีสัน บรรยากาศในนิยายของแก จึงไม่ได้ออกไปทาง “ฝรั่ง” ล้วนๆ แต่มีกลิ่นอายของเอเชีย ของตะวันออกสอดแทรกอยู่ด้วย เลยยิ่งทำให้ “แฟนตาซี” ของแก ออกไปทาง “สากลนิยม” ยิ่งขึ้นเท่านั้น และทำให้หนังสือที่แกเขียนออกมาขาย ถูกนำไปเผยแพร่ แปลเป็นภาษาต่างๆถึง 40 ภาษาเอาเลยถึงขั้นนั้น ยอดจำหน่ายทั่วทั้งโลกไม่ต่ำกว่า 35 ล้านเล่มขึ้นไป ซึ่งคงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะงานเขียน งานวรรณกรรม ของชาวเยอรมันนั้น เป็นสิ่งที่สามารถรับประกันการันตีมาโดยตลอดว่าถือเป็น “ของจริง-ของแท้” ไม่น้อยไปกว่างานเขียน งานวรรณกรรมสกุลรัสเซีย ญี่ปุ่น หรือนักเขียนยุโรปทั้งหลาย นักเขียนอย่างประเภท “ไฮริชโบลล์”(เบิลล์) (Heinrich Boll)อันนี้ก็เยอรมัน แถมมีรางวัลโนเบิลไพรซ์ รับประกันการันตีเอาไว้ด้วย

ดังนั้นเมื่อวรรณกรรมอย่าง “The Never ending Story” ถูกนำมาทำเป็นหนัง โดยฝีมือของผู้กำกับชาวเยอรมันอย่าง “วูล์ฟกัง ปีเตอร์สัน” (Wolfgang Peterson)ที่เคยได้รับการเสนอชื่อชิงตุ๊กตาทอง และกวาดรางวัลอะไรต่อมิอะไรในวงการหนังมามากมาย ทุกสิ่งทุกอย่าง...ก็เลยเพอร์เฟคเสปคตรัม ไปด้วยประการละฉะนี้ โดยโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง อาจจะไม่ถึงพิสดารอะไรมากมายซักเท่าไหร่ คือเป็นเรื่องของเด็กผู้ชายรายหนึ่ง ที่ชอบหนีโรงเรียนไปอ่านหนังสือในห้องสมุด และเผอิญไปเจอกับ “หนังสือมหัศจรรย์” ที่ดึงดูดให้ตัวเองเกิดหลุดเข้าไปใน “โลกแห่งจินตนาการ” ไปเผชิญหน้า ต่อสู้ กับ “จ้าวพายุแห่งความมืด” ผู้มีชื่อเรียกขานว่า “The Nothing” หรือความไม่มีอะไรเลย ที่พยายายามทำลาย “อาณาจักรแห่งจินตนาการ” ของพวกเด็กๆให้แหลกยับลงไป เหมือนอย่างที่บรรดาเทคโนโลยีสมัยใหม่ในโลกยุคใหม่ ได้ทำลายสิ่งเหล่านี้พังพินาศ ยับเยิน ชนิดแทบไม่เหลือซาก...

แต่เด็กผู้ชายที่รับบทเป็นตัวเอก เป็นวีระบุรุษ ในนิยายของ “Michael Ende” กลับไม่ได้เหมือนกับเด็กยุคใหม่ๆ ลูกหลานเยาวชนของเราในทุกวันนี้ คือไม่ได้แต่เอาก้มหน้าไปตามแบบฉบับ “สังคมก้มหน้า” ไม่ได้เดินไปไหน นั่งตรงไหน หรือกระทั่งนอนที่ไหน มีแต่ต้องก้มลงกดอะไรต่อมิอะไรในไอแพดไอโฟนสมาร์ทโฟน หรือใน “มือถือ” ของตัวเอง โดยไม่คิดจะเงยหน้า เงยตา อะไรขึ้นมามั่ง อาจด้วยเหตุเพราะสังคมในยุค “Michael Ende” ยังไม่มีมือถือ มีอินเตอร์หน่ง อินเตอร์เน็ต อะไรเลย มีแต่ “หนังสือ” หรือ “โลกหนังสือ” เท่านั้น ที่เป็นตัวสร้างจินตนาการให้กับใครต่อใคร เด็กผู้ชายในเรื่อง “The Never ending Story” จึงไม่ถูกดูดลงไปในเกมวิดีโอ ในเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรแบบเด็กๆในยุคนี้ แต่กลับถูกดูดไปสู่ “อาณาจักรแห่งจินตนาการ”ไปเจอกับตัวประหลาด สัตว์ประหลาดต่างๆจำนวนมากมาย ที่ได้ร่วมกันพิทักษ์ปกป้องโลกแห่งจินตนาการมิให้ถูกทำลาย จนทุกสิ่งทุกอย่างเหลือแต่ “ความว่างเปล่า” หรือเหลือแต่ “The Nothing” ที่อาจทำให้มวลมนุษย์ทั้งหลายกลายเป็นเครื่องยนต์ กลไก ที่ปราศจากจิตใจ “จิตวิญญาณ” เหมือนอย่างใครต่อใครในยุคนี้ อันนี้นี่แหละ...ที่ถือเป็น “จุดมุ่งหมายของเรื่อง” ที่น่าคิด น่าสนใจ และน่าประทับใจเอามากๆ...

ว่ากันว่า...หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทุ่มทุนสร้างเป็นเงินจำนวนมิใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเทียบหนังที่ถูกสร้างนอกฮอลลีวู้ดทั้งหลาย คือต้องใช้งบฯถึง  27 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 60 ล้านดอยช์มาร์คในช่วงขณะนั้น และด้วยทุนระดับมหาศาลเช่นนี้ จึงทำให้บรรดาเอฟฟ่งเอฟเฟค ของหนังเรื่องนี้ไม่ถึงกับ “โบราณ”มากมายเกินไปนัก เมื่อเทียบกับเอฟเฟคยุคนี้ บรรดาสัตว์ประหลาด ตัวประหลาด ที่ปรากฏอยู่ในหนัง ก็ดูสมจริง สมจัง ไม่เทอะทะ อุ้ยอ้าย น่าเกลียด น่ากลัว เหมือนอย่าง “น้องเกี่ยวก้อย” มาสคอตของกระทรวงกลาโหมบ้านเราอะไรประมาณนั้น แถมน่ารัก น่าประทับใจ ออกไปทางสไตล์คิกขุอาโนเนะแบบญี่ปุ่นซะอีกด้วย...

ใครที่อยากจะให้เด็กๆ ลูกๆหลานๆ โตขึ้นมาแบบพอมี “ข้อคิด” มี “อุทาหรณ์สอนใจ” เอาไว้มั่ง หรือให้มีโอกาส “เงยหน้า” อ้าปาก ไม่ได้เอาแต่ก้มกดปุ่มโน้น ปุ่มนี้ กันอีท่าเดียว น่าจะลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูกันภายในครอบครัว เผื่อว่าลูกๆหลานๆที่อาจเกิดความรู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้ จะได้โตขึ้นมาเป็น “พระเอก” เป็น “วีระบุรุษ” ผู้ที่จะปกป้อง “อาณาจักรแห่งจินตนาการ”ไม่ให้ถูก “The Nothing”ทำลายจนไม่เหลือเศษ เหลือซาก อย่างในทุกวันนี้...



ข่าวที่เกี่ยวข้อง Related News
828057
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
824993
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
822640
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
820329
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์