จาก Forrest Gump ถึง ตูน บอดี้สแลม
นานาทัศนะ วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 13:15 น.
822640
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์ที่แล้ว...ว่าด้วยเรื่อง “Back to the Future” ของ “โรเบิร์ต เซเมคคิส” ไปแล้วแบบเต็มๆ สัปดาห์นี้เลยคงต้องขออนุญาตต่อด้วยเรื่อง “Forrest Gump” สืบเนื่องกันไปเลย เพราะถือเป็น “หนังโดนใจ” ใครต่อใครชนิดยากจะปฏิเสธ คือระดับคว้ารางวัลตุ๊กตาทองออสการ์ถึง 6 ตัวซ้อนๆ ไม่ว่าหนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงยอดเยี่ยม ฯลฯคว้ามาได้หมด ถ้าหากไม่หยิบมาเขียนถึงเอาไว้มั่ง ก็ออกจะเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่าชัง จนเกินไป...

อันที่จริงหนังเรื่องนี้ออกไปทาง “ร่วมสมัย” อยู่พอสมควรเหมือนกัน คือไม่ถึงกับ “แก่” หรือ “เก่า” จนเกินไป เป็นหนังที่ออก ฉายครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1994 หรือแค่ 30 กว่าปีมาแล้วเท่านั้น บรรดาผู้ที่เป็นหนุ่มใหญ่ สาวมาก น่าจะดูทัน และปัจจุบันก็ เวียนกลับมาฉายอยู่ตามเคเบิลทีวี.หรือจะหาซื้อเป็นซีดี.เป็นวิดิโอ คงหาไม่ยากซักเท่าไหร่ บรรดาคอหนังในบ้านเราก็เลยหยิบเอาหนังเรื่องนี้มาวิพากษ์ วิจารณ์ กันไปเยอะแล้ว จนอาจไม่ต้องเสียเวลาเขียน หรือเสียเวลาแนะนำกันเลยก็ยังได้ แต่ ถือว่าไหนๆก็ว่าด้วยเรื่องของผู้กำกับ อย่าง “โรเบิร์ต เซเมคคิส” ต่อเนื่องกันมาแล้ว ถ้าไม่หยิบเอาเรื่อง “Forrest Gump” ของผู้กำกับรายนี้มาพูดถึง มันอาจคล้ายๆกินเกาเหลาไม่ใส่ถั่วงอก หรือกินข้าวหมูแดงโดยไม่มีต้นหอม อะไรทำนองนั้น... 

แต่อันที่จริงโดยพล๊อต โดยโครงเรื่อง ที่สามารถสร้างความดื่มด่ำ ประทับใจ ให้กับใครต่อใครได้เยอะแยะมากมาย คงต้อง ยกให้เป็นเครดิตของ “วินสตัน กรูม” (Winston Groom) ผู้เขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นนวนิยาย ก่อนที่ “เซเมคคิส” จะหยิบมาสร้างเป็นหนังกันอีกที นิยายเรื่องเดียวกับชื่อหนัง คือชื่อว่า “Forrest Gump” นั้น “กรูม” เขียนเสร็จและตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงปี ค.ศ.1986 ก่อนที่จะถูกหยิบมาสร้างเป็นหนังประมาณ 7-8 ปี แต่ตอนเขียนเป็นหนังสือนั้น ไม่ถึงกับ “ดัง” คือขายได้แบบงั้นๆ แต่หลังจากถูกหยิบมาสร้างเป็นหนังและออกฉายเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้หนังสือเล่มนี้ขายระเบิดเถิดเทิง ขี้แตก-ขี้แตน ไปถึง 1.7 ล้านเล่ม...ว่าซั่น...

ในแง่เนื้อหาหลักๆของเรื่อง “Forrest Gump” อาจต้องเรียกว่า...ถือเป็นการมอง “สังคมอเมริกัน” ผ่านมุมมองของตัว “วินสตัน กรูม” เองนั่นแหละ ซึ่งนักวิจารณ์บางรายอาจมองว่าโดยทัศนะ มุมมอง ของนักเขียนรายนี้ กระเดียดออกไปทางพวก “ฝ่ายขวา” หรือพวก “อนุรักษ์นิยม” อะไรทำนองนั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นซ้าย เป็นขวา เป็นอนุรักษ์นิยม หรือเสรีนิยมอะไรก็แล้วแต่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...โดยฝีไม้ลายมือนั้น ต้องจัดอยู่ในประเภทยอดเยี่ยมกระเทียมดอง หรือระดับ “มือวาง” เอาจริงๆคือสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ต่อความผันผวน ปรวนแปร ของสังคมอเมริกันตั้งแต่ยุค “เอลวิส” ยุค “ซิกส์ตี้” ยุค “สงครามเวียดนาม” จนมาถึงยุคที่ไวรัสลึกลับ ประมาณประเภท “โรคเอดส์” เริ่มแพร่ระบาด ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของสังคมอเมริกัน ได้อย่างชนิด “เนียน” เอามากๆ...

ถ้าเทียบกับเพลงแล้ว...อาจคล้ายๆเพลง “American Pie” ของ “ดอน แมคลีน” (Don McLean) ที่ถือเป็นการบอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านเนื้อเพลง ก่อนหน้าที่ “วินสตัน กรูม” จะเขียนเรื่อง “Forrest Gump” ประมาณซัก 10 กว่าปีเห็นจะได้ แต่ “กรูม” เปลี่ยนมาเล่าประวัติศาสตร์ผ่านนวนิยาย ขณะกลับไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่แอละบามา ถิ่นที่เกิดและเติบโตมาตั้งแต่แรก ว่ากันว่า...เดิมทีเขาอยากเป็นนักกฎหมาย แต่ดันไปชอบอ่าน ชอบเขียนนวนิยาย ขณะโตขึ้นเรียนในชั้นวิทยาลัยแต่เมื่อจบมหาวิทยาแอละบามา ดันต้องไปเป็นทหารอยู่ถึง 4 ปี ถูกส่งไปสมรภูมิเวียดนาม ประจำหน่วยกองพันทหารราบที่ 4 บรรดานวนิยายหลายต่อหลายเรื่องของ “วินสตัน กรูม” เลยมีฉากเกี่ยวกับสงครามเวียดนามสอดแทรกอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าเรื่อง “Better Times Than These” ที่ถือเป็นนิยายเรื่องแรก หรือเรื่องต่อๆมาอย่างเรื่อง “Conversation with the Enemy” ที่ทำให้คว้ารางวัล “พูลิตเซอร์” ในปีค.ศ.1984 ก็คือเรื่องทหารหนีทัพในสงครามเวียดนาม ขโมยเครื่องบินบินกลับมายังสหรัฐ...

ด้วยเหตุนี้...เรื่องราวของสงครามเวียดนามที่ถูกนำมาสอดแทรกอยู่ในเรื่อง “Forrest Gump” รวมทั้งการวางตัวพระเอก นางเอก ให้เกิดและโตขึ้นมาในรัฐแอละบามา จึงไม่ต่างไปจากการนำเอาประสบการณ์จากชีวิตจริงของ “วินสตัน กรูม” เองนั่นแหละ มาถ่ายทอดไว้ในนิยาย ส่วนเขาจะมีมุมมองต่อประสบการณ์ดังกล่าวในแบบไหน อย่างไร คงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปเสียเวลาตัดสินว่าผิดหรือถูก เพราะการที่เขากำหนดให้ตัวเอก อย่าง “Forrest Gump” มีบุคลิกออกไปทางซื่อบื้อ แบบที่ผู้ตั้งชื่อหนังบ้านเราถึงกับเอามาเปลี่ยนเป็นชื่อเรื่อง “อัจฉริยะปัญญานิ่ม” อะไรทำนองนั้น ถือเป็นการแสดงออกทางทัศนะแบบจริงใจ บริสุทธิ์ใจ เป็นที่ตั้ง และที่สำคัญ คือสามารถถ่ายทอดได้อย่างน่ารัก น่าดื่มด่ำประทับใจแบบสุดๆ...

ยิ่งไปกว่านั้น...เมื่อได้มือผู้กำกับ อย่าง “โรเบิร์ต เซเมคคิส” ที่โตขึ้นมาจากหนัง “วอลท์ ดิสนีย์” ยุคเริ่มแรก ผู้ที่มองโลกออกไปทางสะอาด สดใส ผู้เชื่อมั่นในคตินิยมว่าด้วย “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” อะไรทำนองนั้น มาเป็นผู้ถ่ายทอดวรรณกรรมให้กลายมาเป็น “วรรณกรรมบนแผ่นฟิล์ม” หนังเรื่อง “Forrest Gump” จึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความเป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม อย่างที่มีผู้วิจารณ์บางรายพยายามหยิบมาตั้งข้อสังเกต แต่เป็นหนังที่แสดงออกถึง “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ได้อย่างประณีต ละเอียดอ่อน สวยสด งดงาม สามารถทำให้ผู้ดูเกิดความรู้สึกตลกขบขัน โศกเศร้า เคล้าน้ำตา เพียบพร้อมไปทุกรส แถมยังช่วยปลอบโยนและกระตุ้นกำลังใจไปในตัว...

พระเอกอย่าง “ทอม แฮงค์” ที่เล่นเป็น “Forrest Gump” นั้น...ต้องเรียกว่า เหมาะกับบทนี้เอามากๆ ไม่ว่ารูปร่าง หน้าตา การดัดเสียงออกมาเป็นคำพูดแต่ละประโยค ไปจนถึงนางเอก แม่พระเอก พระรอง ตัวประกอบ ฯลฯ สร้างอารมณ์สอดคล้อง กลมกลืน ไปได้ทั้งเรื่อง ส่วนฉากบางฉาก...ว่ากันว่าอาจไม่ได้มีอยู่ในนวนิยาย แต่ผู้กำกับอย่าง “เซเมคคิส” นำมาสอดแทรกเพิ่มเติม เช่น ฉากที่ “Forrest Gump” ตัดสินใจออกวิ่งไปทั่วประเทศ จะด้วยเพราะความรู้สึกงุนงง สับสน หรือจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ คงต้องไปคิดกันเอาเอง แต่ยิ่งช่วยให้เกิดความลงตัว ยิ่งขึ้นไปใหญ่ เพราะภายใต้ความปั่นป่วนรวนเร ของสังคมอเมริกันในยุคนั้น ยุคที่ผู้รักเสรีภาพ รักความถูกต้อง คือผู้ที่ลุกขึ้นมา “ต่อต้านสงครามเวียดนาม” ในขณะที่ผู้รักชาติ ผู้ยอมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อประเทศอเมริกา อย่างบรรดาทหารอเมริกันทั้งหลาย ต้องกลายเป็น “ส่วนเกิน” หรือเป็น “เศษเดน” ของสังคม ไม่ต่างอะไรไปจาก “ผู้กองแดน” ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นขวา เป็นซ้าย เป็นอนุรักษ์นิยม เสรีนิยม หรือกระทั่งวิเศษนิยม ก็ตามแต่...ย่อมหนีไม่พ้นต้องงุนงง สับสน ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

อาจด้วยเหตุนี้ พระเอกอย่าง “Forrest Gump” จึงต้องออก “วิ่ง” วิ่งตั้งแต่สุดเขตตะวันตกไปยันตะวันออก วิ่งจนใครต่อใครหันมาวิ่งตาม ไปตามเหตุผล ตามรสนิยม ของใคร-ของมันแล้วแต่จะว่ากันไป เผลอๆ...อาจไม่ต่างไปจากการวิ่งของคุณน้อง “ตูน บอดี้สแลม” ในบ้านเราเอาเลยก็ไม่แน่!!! แม้ว่าคุณน้อง “ตูน” เธอจะปัญญาแข็ง ฉลาด แข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ภายใต้ความบริสุทธิ์ใจ ใส สะอาด ของคุณน้อง “ตูน” ก็ยังดันมีฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย ฝ่ายอนุรักษ์ ไม่อนุรักษ์ ลิเบอรัล ลิเบอร่าน ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ ไปตามเหตุผลและรสนิยมของใคร-ของมันจนได้ อันนี้นี่แหละ...ที่คงต้องลากมาดูหนังเรื่อง “Forrest Gump” พอให้เกิดอุทาหรณ์ สอนใจ เอาไว้มั่ง...


ข่าวที่เกี่ยวข้อง Related News
820329
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
817636
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
816511
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์