The Exorcist หนังโดนใจเรื่องที่ 7
นานาทัศนะ วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ.2560 10:21 น.
809338
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้...ก็มาถึง “หนังโดนใจ” เรื่องที่ 7 กันแล้ว เรียกว่า...แวบๆไปๆ-มาๆ ก็ว่ากันแทบจะหมดสต๊อค เกือบจะครบ 10 ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า ซึ่งถ้าใครชอบเรื่องทำนองนี้ อยากฟังต่อ หรืออยากจะให้เขียนต่อ อันที่จริง...ก็พอขยายโควตาไปถึง 50 ไปถึง 100 ก็คงไม่ได้ลำบาก ยากเย็น อะไรซักเท่าไหร่ เพราะยุคก่อนๆ หนังดีๆ หรือหนังประเภทวรรณกรรมบนแผ่นฟิล์มนั้น ยังมีอีกเยอะ...

แต่สัปดาห์นี้ลองไปเปลี่ยนบรรยากาศ ฉีกแนว แหวกแนว ไปว่ากันถึง “หนังผี” ซักเรื่องหนึ่ง คือหนังผี หรือเรื่องประเภทผีหลอกวิญญาณหลอนทั้งหลายนั้น อันที่จริงต้องถือเป็นสิ่ง “สากล” เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในความรู้สึก นึกคิด ของผู้คนไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน มาโดยตลอดทุกผู้ทุกนามตั้งแต่เริ่มต้นความเป็นมนุษย์ก็ว่าได้ เรื่องผีๆ หรือหนังผีนั้น จึงเป็นเรื่องที่สามารถ “เข้าถึง” ผู้คนได้ง่ายมาก แต่จะเข้าให้ลึกๆ เข้ากันในระดับสามารถช่วยยกระดับจิตสำนึก จิตไร้สำนึก ช่วยสร้างอนุสติ อุทาหรณ์สอนใจ กันในระดับสากลนั้น คงไม่ถึงกับง่ายซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่...เลยหนักไปทางเอาตื่นเต้ลล์ล์ล์ เอาให้น่าเกลียด น่ากลัว น่าสยองขวัญเข้าไว้ซะเป็นหลัก...

หรือเผลอๆ...หนักไปทางเอาตลก เอาให้ทั้งกลัว ทั้งขำ แบบชนิดขี้แตกขี้แตน อาทิ หนังผีไทยเป็นต้น ที่หนีไม่พ้นต้องมีฉากยอดนิยม คือฉากวิ่งหนีผีลงตุ่ม ลงไห เล่นเอาหัวเราะดิ้นไป ดิ้นมา ทั้งๆที่ขนหัวยังตั้งชันอยู่หมาดๆ แต่สุดท้าย...ก็คงไม่ได้อะไรมาก นอกจากความสนุกสนาน ตื่นเต้น ไปตามสภาพ หรือผีจีน ที่ชอบกระโดดหยองๆแหยงๆ เมื่อเจอกับเซียนนักปราบผี จนไปๆ-มาๆกลายหนังประเภทมหัศจรรย์ไปโน่นเลย ส่วนผีญี่ปุ่นที่ออกจะน่ากลัวไม่น้อย แต่ออกไปทางเคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ซะเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ได้ให้สติ ให้อนุสติอะไรกันมากมาย แม้แต่ผีฝรั่ง อย่างผีแดร๊กคิวล่า หรือผีดิบซอมบี้ เผลอๆอาจหนักไปทางเรื่อง “เซ็กส์” ไล่ดูด ไล่ไซร้ กะจะเอาให้ขนลุก และอะไรต่อมิอะไรลุก ไปตามเรื่อง ตามราว...

แต่ช่วงปี ค.ศ. 1973 หรือกว่า 40 ปีที่แล้ว...มีหนังผีฝรั่งอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ต้องเรียกว่า...สุดแสนจะคลาสสิคเอามากๆ คือไม่เพียงแต่สามารถสร้างความขนหัวลุก ขนพองสยองขวัญ ให้กับผู้ดู ผู้ชม ชนิดหลับไม่ลงกันไปเป็นเดือนๆ ยังสามารถให้สติ ให้ข้อคิด อุทาหรณ์สอนใจ สำหรับสังคมแต่ละสังคมเอาเลยก็ว่าได้ หนังผีเรื่องนั้นก็คือเรื่อง “The Exorcist” ที่เคยเอามาฉายในบ้านเรานานแล้ว และยังคงวนเวียนฉายอยู่ตามเคเบิลทีวี บางช่องอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ ซึ่งแน่ล่ะว่า...เค้าโครง ของหนังเรื่องนี้ ก็เอามาจากวรรณกรรม งานเขียนที่ขายดิบ-ขายดี เป็นเทน้ำเทท่า คือจากหนังสือนวนิยายชื่อเดียวกัน คือเรื่อง “The Exorcist” เขียนโดยนักเขียนชาวอเมริกันชื่อว่า “วิลเลียม แบลตตี้” (William Peter Blatty)ซึ่งพิมพ์เผยแพร่วางจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 และเผอิญเป็นหนังสือขายดี ระดับติดอันดับเบสท์เซลเลอร์ถึง 17 สัปดาห์ซ้อนๆ เฉพาะที่จำหน่ายได้ในอเมริกาก็ปาเข้าไปถึง 13 ล้านเล่มเข้าไปแล้ว แถมยังถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอื่นๆอีกเกือบ 12 ภาษา เรียกว่า...ดังระดับโลกตั้งแต่ยังไม่เป็นหนัง...

และเมื่อ “วอร์เนอร์ บราเธอรส์” เค้าหยิบเอามาทำเป็นหนัง ก็มอบหมายให้เจ้าของเรื่อง เจ้าของต้นฉบับ อย่าง “วิลเลียม แบลตตี้” นี่แหละเป็นผู้แปลงมาเป็นบทภาพยนตร์ โดยไปลากเอาผู้กำกับระดับมือวางแถวหน้าของฮอลลีวู้ด คือ “วิลเลียม ฟรีดคิน” (William Friedkin) ที่คว้ารางวัลตุ๊กตาทองมาจากหนังสืบสวน สอบสวน เรื่อง “The French Connection” มาเป็นผู้กำกับ การประสานความร่วมมือระหว่างมือวางในแต่ละด้าน ก็เลยทำให้หนังผีเรื่อง “The Exorcist” ที่ว่านี้ เป็นอะไรที่เหนือไปกว่าหนังผีธรรมดาๆ หรือกลายเป็นผีคลาสสิค ที่ยากซ์ซ์ซ์เกินกว่าใครจะลอกเลียนได้ง่ายๆ...

เพราะโดยพล๊อต หรือโดยโครงเรื่อง ก็ออกจะลุ่มลึก ประณีต ลึกซึ้ง มาตั้งแต่แรก แม้จะดูเรียบๆง่ายๆ ธรรมดาๆ คือหลังจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และกำลังเจริญเติบโตขึ้นมาสังคมสมัยใหม่ หรือ “สังคมวัตถุนิยม” อย่างสังคมอเมริกัน ที่เปิดกว้างให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ชื่อว่า “เรแกน” (แสดงโดย “ลินดา แบลร์”)เปิดหน้าต่างห้องนอนทิ้งไว้ ในขณะที่แม่ซึ่งเป็นดารา นักแสดง และได้แยกทางกับสามีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามแบบฉบับสังคมอเมริกันโดยทั่วไป ชื่อว่า “คริส” (แสดงโดย “เอลเลน เบอร์สตีน”) กำลังมั่วอยู่กับหน้าที่การงาน ปล่อยลูกทิ้งไว้กับคนใช้ จู่ๆ “วิญญาณร้าย” หรือวิญญาณอันเก่าแก่ ระดับเคยเล่าลือเป็นตำนานในยุคอัสซีเรีย บาบิโลน โน่นเลย ที่เคยเผชิญหน้ากับบาทหลวงชาวคริสต์ผู้มีชื่อว่าบาทหลวง “เมอร์ริน” (แสดงโดย แมกซ์ ฟอน ซีโดว์) มาก่อนหน้านั้นแล้ว หรือระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดี  ณ พื้นที่แห่งหนึ่งในประเทศอิรัค หรือในอาณาจักรบาบิโลนเมื่อครั้งอดีต ก็ได้ข้ามน้ำ ข้ามฟ้า ข้ามมิติกาลเวลา เข้ามาสิงสู่อยู่ภายในร่างของหนูน้อย “เรแกน” แถมออกฤทธิ์ ออกเดช ชนิดที่แทบจะหา “องค์ความรู้ทางวัตถุ” ไม่ว่าวิชาการ วิทยาการในด้านแพทย์ เทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา จิตวิทยาใดๆ มาแก้ปัญหา หรือให้ “คำตอบ” ได้เลย...

สุดท้าย...ก็เลยต้องหันไปหา “องค์ความรู้ทางจิต” หรือหันไปพึ่งศาสนา หันไปพึ่ง “หมอผี”ชาวคริสต์ ผู้มีชื่อว่าบาทหลวง “เมอร์ริน” รายนี้นี่เอง มาต่อกรกับวิญญาณร้าย ที่เคยสิงสถิตอยู่ในมหานครบาบิโลนเมื่อครั้งอดีต มหานครที่ได้ล่มสลายไปแล้วนับเป็นพันๆปี อันเนื่องมาจากความฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม ความทะเยอทะยานในทางวัตถุนั่นแล หรือสรุปง่ายๆว่า...หนังเรื่องนี้ หรือนิยายเรื่องนี้ พยายามสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจริญเติบโต ก้าวหน้า ทางวัตถุ ที่ควรจะต้องดำเนินไปพร้อมกับความเจริญเติบโต ก้าวหน้า ทางจิตใจ เพราะถ้าสังคมใดก็ตาม ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่กันไปของสองสิ่งที่ว่านี้ โอกาสที่จะถูก “ผีสิง” หรือถูกวิญญาณร้ายเข้าครอบงำ ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูงเอามากๆ วิถีชีวิตสมัยใหม่ แม่ยุคใหม่ หรือแม้แต่กระทั่ง “พระ” หรือบาทหลวงรุ่นใหม่ ที่ชักเริ่มๆไม่เชื่อถือ ศรัทธา ในเรื่องจิตวิญญาณ ย่อมมีสิทธิ์ถูก “ผีร้าย-วิญญาณร้าย” ล่อหลอก ล่อลวง ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

ภายใต้พล๊อตเรื่อง โครงเรื่อง ที่แสดงจุดมุ่งหมายเอาไว้ชัด เพื่อที่จะให้ข้อคิด อนุสติ สำหรับสังคมยุคใหม่ สมัยใหม่ เช่นนี้นี่เอง อะไรต่อมิอะไรมันก็เลย “คลาสสิค” ไปตามสภาพ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาวิ่งหนีผีลงตุ่ม กระโดดกระย๊อก กระแย๊ก หรือไล่ไซร้ ไล่ดูดเลือดใครต่อใคร แบบหาแก่น หาสาระ แทบมิได้ ฉากที่หลวงพ่อ “เมอร์ริน” ยืนเผชิญหน้ากับรูปปั้นวิญญาณร้ายที่ถูกเรียกขานกันในนาม “ปาซูซู” (Pazuzu)ท่ามกลางซากปรักหักพังของมหานครอันเก่าแก่ ที่ได้ล่มสลายลงไปแล้ว ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “สัญลักษณ์” หรือ “Symbolic” ที่พวกนักเขียนวรรณกรรม เขาชอบนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบรรยาย อธิบาย สิ่งซึ่งอยู่ลึกลงไปเกินกว่าที่จะใช้คำพูดธรรมดาๆชี้แจงกันได้ง่ายๆ ทั้งภาพ ทั้งฉาก ทั้งบทพูด บทสนทนา ที่ถูกดัดแปลงมาเป็นบทภาพยนตร์ มันจึงออกจะ “คลาสสิค” ไปด้วยประการละฉะนี้ จนสามารถคว้ารางวัลตุ๊กตาทองสาขาบทภาพยนตร์ได้อย่างเต็มไม้ เต็มมือ และถือเป็น “หนังผีเรื่องแรก” ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองถึง 10 สาขาด้วยกัน ส่วนตอนจบ...ก็จบแบบคลาสสิคอีกนั่นแหละ คือจบลงด้วย “การเสียสละ” ของบาทหลวงชาวคริสต์ ที่ไม่ต่างอะไรไปจาก “การไถ่บาป” ของพระเยซูเจ้า ตามหลักความเชื่อของศาสนาคริสต์ เพื่อที่จะนำเอาความเชื่อ-ความศรัทธา อันถือเป็นพื้นฐานคุณค่าทางจิตวิญญาณกลับคืนมาสู่มวลมนุษย์ในสังคมทั้งหลาย...



ข่าวที่เกี่ยวข้อง Related News
810573
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
808833
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
806386
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
804502
โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์