INN Advertising Material - 004
'หัวใจห้องที่5'กวีซีไรท์ปี56และบทวิจารณ์ของ 'สกุล'
ข่าวศิลปะและวัฒนธรรม วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ.2556 12:52น.
478886
“โลกเปลี่ยนแปลงเรามากกว่า...เราเปลี่ยนแปลงโลก?”

บทกวี "หัวใจห้องที่ 5" ของอังคาร จันทาทิพย์ คว้ารางวัลซีไรท์ ประจำปี 2556

พลันที่ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานการประกาศรางวัลซีไรท์  ได้ประกาศว่า หนังสือรวมบทกวี"หัวใจห้องที่ 5" ของ อังคาร จันทาทิพย์ เป็นผู้ชะนะเลิศคว้ารางวัลซีไรท์ประจำปี 2556

 พร้อมได้กล่าวว่าถึงเหตุผลของการตัดสินของคณะกรรมการต่อหนังรวมบทกวีเล่มนี้ว่า “คณะกรรมการตัดสินให้ความเห็นถึงผลงานตรงกันว่าเป็นงานเขียนร่วมสมัยหากเปรียบเป็นอาหารคือ ฟิวชันฟู้ด ที่มีความโดดเด่น ในรสชาติทางภาษา ลีลาการนำเสนอ ตลอดจนเนื้อหาที่เข้มข้น สะท้อนแง่มุมสังคมและวิถีมนุษย์ได้อย่างมีชั้นเชิง หลากหลายด้วยจังหวะน้ำเสียงและจินตนาการมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว นำสิ่งคุ้นเคยมาปรับเปลี่ยนให้เป็นเรื่องใหม่จึงได้ความสดใหม่ ตระหนักรู้ถึงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ทิ้งค้างประเด็นคำถามที่ค่อนข้างย้อนแย้งให้ผู้อ่านได้ขบคิดต่อประหนึ่งการเดินทางชีวิตของมนุษย์ที่ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ นอกจากนี้งานเขียนยังเน้นย้ำถึงคนไร้บ้าน คนพลัดถิ่น คนกลุ่มน้อยเชื่อมโยงเรื่องเล่าในอดีตกับวิถีปัจจุบัน เป็นการปะทะสังสรรค์ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยแบ่งเป็น 2 ภาคคือ หัวใจห้องที่ 5และ นิทานเดินทาง”

สำหรับ  อังคาร จันทาทิพย์ถือเป็นกวีภาคอีสานรายที่ 3 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ต่อจากคำพูน บุญทวี และ ไพวรินทร์ ขาวงาม  

ในด้านทัศนะต่องานวิจารณ์ หนังสือรวมบทกวีหัวใจห้องที่ ๕ ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรท์ ประจำปี 2556 นั้น อ.สกุล บุณยทัต ได้เสนอเขียนวิจารณ์ไว้หนังสือเล่มนี้ไว้อย่างน่าสนใจและชวนคบคิดเป็นอย่างยิ่ง 


บทวิจารณ์ ของ สกุล บุณยทัต

สกุล   บุณยทัต Blue-theatre@hotmail.com


“ภาวะของโลกในทุกวันนี้...มีผลต่อการทำให้สำนึกรู้ของมนุษย์  ในทุกหนทุกแห่งต้องประสบกับปัญหาอันวิกฤต  ซึ่งหมายถึงการตกอยู่ในเงื่อนงำที่ร้อนร้ายในทางจิตใจ...แม้ภาพปรากฏที่ออกมาจะแตกต่างกัน  แต่ก็มีอยู่หลายส่วนที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก  โดยเฉพาะปัญหาด้านความรุนแรงการทำลายล้าง...ปัญหาด้านเสรีภาพ...ปัญหาในเชิงวัฒนธรรม  รวมทั้งปัญหาด้านการกัดกินจิตวิญญาณกันเองระหว่างมนุษย์  คำถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า...ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างความผูกพันอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นระหว่างความมีความเป็นแห่งการดำรงอยู่ในวิถีของมนุษยภาพที่แท้จริง...การดำรงอยู่ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกกับชีวิตอันถาวร  ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ได้มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วยผัสสะของหัวใจต่อหัวใจ  โดยปราศจากความขัดแย้งทั้งต่อตนเองและเพื่อนร่วมโลก...”


รากฐานความคิดอันน่าไตร่ตรองเบื้องต้นคือปริศนาคำถามที่ปรากฏอยู่อย่างลึกซึ้งในรวมกวีนิพนธ์เล่มใหม่ของ ‘อังคาร  จันทาทิพย์’ กวีผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยบทสะท้อนอันเข้มข้นและจริงจังต่อสิ่งต่างๆที่ถือว่าเป็นศัตรูของความอยู่รอดในทางจิตวิญญาณมาโดยตลอด...ผลงานของบริบทในนามของ ‘กวีนิพนธ์’ ล้วนผูกพันด้วยเงื่อนงำในเชิงความหมายที่มีหัวใจแห่งความรับผิดชอบเป็นตัวขับเคลื่อนบทบาทอันทบซ้อนที่ปรากฏเป็นเหตุการณ์อยู่เบื้องหน้าทัศนคติ  ไม่ว่าจะเป็นภาวะของอดีต...ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน...สถานการณ์ปัจจุบันที่ประกอบสร้างด้วยความเปราะบางแห่งการย้อนแย้ง...ตลอดจนความมืดดำแห่งอนาคตที่หาข้อกำหนดแห่งความเป็นไปไม่พบ... ‘อังคาร’ เขียนกวีนิพนธ์...ด้วยแรงขับที่จริงจังที่เคลื่อนไหวออกมาจากหัวใจ...เป็นสื่อสะท้อนแห่งนัยสำนึกที่บริสุทธิ์...เขาเป็นผู้ที่มองเห็น...รับรู้  และตีความภาวะที่ไม่สุขสงบนั้นด้วยมิติที่แยบยล...ผ่านพื้นที่ชีวิตแห่งความสั่นไหวทางความรู้สึกอยู่เสมอมา  ยิ่งนับวันอารมณ์ร่วมในการทำงานระหว่างตัวตนของ ‘อังคาร’ กับวัตถุดิบอันกระทบใจที่เผชิญอยู่เบื้องหน้า  ก็ยิ่งจะก่อเกิดพัฒนาการในการนำเสนอเพิ่มมากขึ้น  ทั้งในทางรูปแบบและเนื้อหา  ซึ่งนั่นคือข้อประจักษ์ในเชิงเจตจำนงที่ถูกขับเน้นออกมาอย่างเด่นชัด...


‘หัวใจห้องที่ห้า’ ถือเป็นกวีนิพนธ์ที่เติบโตและผลิบานเนื้อในอันงดงามแห่งตนมาจากบริบทอันมีคุณค่านี้...บริบทที่ ‘อังคาร’ หยั่งลึกลงไปในเนื้อแท้แห่งส่วนร่วมในเชิงประสบการณ์ที่ทั้งประทับใจและเกาะกินใจ


“สำหรับข้าพเจ้า  เรื่องเล่า  ตำนานปรัมปรา  นิทานเป็นเสมือน ‘สสารแห่งความรู้สึกนึกคิด’ ที่ไม่สูญหาย  เดินทางผ่านการเวลาจากอดีต  ต่างยุค  ต่างสมัย  ต่างเงื่อนไข  เกิดขึ้น  เคลื่อนย้าย  ปรับเปลี่ยนรูป  คงรอยสุข  และโศกนาฏกรรมระหว่างคนกับคน...คนกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ  ส่งความในใจถึงยุคสมัยปัจจุบัน...ในพื้นที่ของการไหลเวียนเปลี่ยนแลกวัฒนธรรมใหม่


กับวัฒนธรรมเก่าและใหม่...ลบเลือนสลายเส้นแบ่งต่างๆด้วยการกระชับแน่น  ระหว่างสถานที่และเวลา  ผ่านการเดินทางของเศรษฐกิจ  ทุน  พลวัต  สังคม  ข้อมูล  ข่าวสาร ฯลฯ  ขณะเดียวกันก็พร้อมจะขีดลากเส้นแบ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ...ผ่านการเดินทาง  อพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน  แรงงาน  ด้วยเงื่อนไขปัจจัยอื่น  ทั้งภัยสงคราม  ความรุนแรงจากคนกับคนด้วยกัน  และภัยพิบัติ  ธรรมชาติ ฯลฯ  ไหลเวียนข้ามไปมาระหว่างรากเหง้าตัวเองกับการเดินทางต่อ...”


ภาพรวมอันเป็นพิมพ์เขียวแห่งการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ในครั้งนี้..ตกอยู่ในวงกรอบที่ค่อนข้างครอบคลุมและขยายกว้าง...ปรากฏการณ์แห่งประสบการณ์ล้วนแล้วแต่มีเหตุแห่งผลในทางทัศนคติ...ต่อผลแห่งการรับรู้ผ่านหัวใจของความเป็นวรรณศิลป์...ที่...สั้น  กระชับด้วยการตีความอันแม่นตรงและเฉียบคม...บนพื้นฐานแห่งการรับรู้ในรู้สึกที่สะเทือนถึงแก่นแท้แห่งสำนึก  และไม่อาจมองข้ามผ่านได้

‘อังคาร’ ได้แบ่งกวีนิพนธ์ของเขาออกเป็นสองบทตอน  อันประกอบด้วย  ภาคแรก ‘หัวใจห้องที่ห้า’ ที่นำมาเป็นชื่อของเล่ม...และภาคหลัง... ‘นิทานเดินทาง’ อันเป็นเหมือนเรื่องเล่าแห่งวิสัยทัศน์ในเชิงสรุปภาวะแห่งภาคแสดงทั้งสองภาคล้วนมีเป้าหมายแห่งการสื่อสะท้อนทางใจปรากฏอยู่ผ่านจิตสังขารแห่งภาพสะท้อนต่างๆนานา...ที่ไล่เรียงกันมา  นับแต่ความอัศจรรย์ของอดีต...



                                              “ก่อน-ประวัติศาสตร์ คืออะไร  ข้าไม่รู้
                                         ข้ามีอยู่ก่อนที่รูปเขียนเลียนแบบข้า
                                         โลกก่อนชื่อเรียกขานโบราณมา
                                         แต้มทารูปรอยแทนถ้อยคำ
                                              เป็นโครงร่าง เงาทึบราย หลากหลายแหล่ง
                                         เขียนสีแดงดินเทศ ผนังถ้ำ
                                         ข้าว่ายทวนท่องวิถี พิธีกรรม
                                         ห้วงนึกดึกดำบรรพกาล”


‘อังคาร’ เปิดเรื่องด้วยการย้อนสู่อารยธรรมในยุคบุพกาล...ของผู้มาก่อนกาล...ไม่ว่า
ใครผู้นั้นจะเป็นใคร...จะอยู่ในสถานะใดของความเป็นรูปธรรมและนามธรรม...แต่ภาพวาดบนผนังถ้ำในโลกนี้  กำลังกลายเป็นศิลปกรรมบนเนื้อแท้แห่งชีวิตที่ได้จารจารึกความสำคัญแห่งความหมายของโลกนี้ไว้อย่างติดแน่น...มันคือบทเริ่มต้นของส่วนขยายในเชิงศรัทธา  ที่นำไปสู่การแปรเปลี่ยนในเชิงวัฒนธรรมความเชื่ออย่างไม่รู้จบรู้สิ้น...


                                                 “เหนือจริง รางเลือน และเหมือนจริง
                                            ครั้งหลายสิ่งยังไร้คำเรียกขาน
                                            ธรรมชาติเหนือธรรมชาติวาดตำนาน
                                            มือศักดิ์สิทธิ์สงสารผ่านสู่มือ


                                         หลายพันปีว่ายเวินผนังถ้ำ
                                         ทวนท่องลำน้ำใหญ่อันไร้ชื่อ 
                                         ‘ปลาเทพเจ้า’ ยุคหลังคำเรียกร่ำลือ
                                         นับถือชื่อเสียงข้าเพียงนั้น”


บทเริ่มต้นแห่งกวีนิพนธ์ ‘เสียงสนทนาจากผนังถ้ำ’ บ่งบอกนัยแห่งกระแสของหายนะในทางศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ...ความศักดิ์สิทธิ์ของอดีตที่ถูกบันทึกไว้ดั่งเบ้าหลอมของพิธีกรรม  กำลังถูกทายท้าและทำลายโลกในพื้นที่ชีวิตที่หยาบกระด้างแห่งจิตใจของโลกยุคใหม่  ซึ่งผู้คนต่างแปรค่าความหมายของอดีตเป็นความว่างเปล่าในทางจิตวิญญาณไปเสียสิ้น 
                                                                             
                                              “ข้ายิ่งใหญ่ในลำน้ำกว้างใหญ่
                                         ความเป็นไปเป็นจริงยิ่งกว่าฝัน
                                         วนวิถี ‘เทพเจ้า’ สูญเผ่าพันธุ์
                                         ผูกโยงยึดมั่นคู่กันมา”


ตัวแทนทางความคิดที่ ‘อังคาร’ อ้างถึงในกวีนิพนธ์บทนี้คือตัวแทนของความเป็นศรัทธาที่ค่อยๆถูกลบเลือนลงจากมิติของภาพวาดในทางธรรมชาติด้วยหัวใจที่เหือดแห้ง...จนหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการของการยกย่องนั้นต้องถูกหักโค่นลงในชะตากรรมอันวิปริต...สถานะแห่งการเป็นเทพเจ้าของปลาดึกดำบรรพ์ที่เคยถูกยกย่องเยี่ยง ‘ปลาบึก’ กำลังกลายเป็นตัวอย่างของภาพสะท้อนอันมืดมนที่กลับกลาย...ความผูกพันในเชิงวัฒนธรรมแห่งจิตวิญญาณกลายเป็นส่วนที่ล่มสลายที่ยากจะหวนกลับคืนไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์


                                               ‘โขง’ ยุคหลังมีคำเรียกน้ำใหญ่
                                           ความเปลี่ยนแปลง  เป็นไปน่าไหวหวั่น
                                           เทพเจ้าปลาบึก  ดึกดำบรรพ์
                                           ข้าเฝ้ามองคืนวันสูญพันธุ์มา


                                                โครงร่าง  เงาทึบราย  หลายพันธุ์เผ่า
                                           รูปเขียนเล่าเป็นดั่งข้า
                                           ตัวตนจริงสาบสูญไปในกาลเวลา
                                           เหลือสถานะยิ่งใหญ่ในตำนาน”


ความเปรียบเทียบในกวีนิพนธ์เปิดเรื่องบทนี้ของ ‘อังคาร’ คือหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงว่า...ความเป็นอดีตกำลังถูกไล่ล่าจากค่านิยมของปัจจุบัน...พื้นที่ชีวิตของอดีตกลายเป็นดินแดนแห่งการถูกรุกราน  ย่ำยีด้วยพลังของโลกยุคใหม่  ดั่งแม่น้ำโขงและทรัพยากรชีวิตอันยิ่งใหญ่ก็กำลังถูกผลกระทบดังกล่าวนี้จากโครงการในด้านผลประโยชน์นานาประการ...การสร้างเขื่อน...การเดินเรือเพื่อเงื่อนไขแห่งผลกำไรในระบบทุน  กำลังก้าวย่ำไปบนรากฐานของอดีต...ก้าวย่ำไปบนความ
 


พินาศอันน่าตื่นตระหนก...สถานะแห่งตัวตนของธรรมชาติกลายมิติเป็นเพียงสิ่งเล็กๆที่ถูกกลืนกินแล้วทิ้งขว้างอย่างไม่ใยดี  จากสิ่งที่มีพลังอำนาจที่เข้มแข็งกว่า...ทฤษฎีอันเป็นสากลดังกล่าวนี้กำลังว่ายวนเข้ามาสู่วงจรชีวิตและยึดครองสถานะทางจิตวิญญาณของอดีตเอาไว้ด้วยการขบกัดสถานะอันงดงามให้ขาดวิ่นอยู่กับความสูญเสียอันน่าโศกเศร้า  ปฏิกิริยาในการมองเห็นภาพแสดงในเชิงสังคมที่ผุกร่อนด้วยสายตาของกวี...คือคุณสมบัติที่สำคัญในการสร้างสรรค์งานของ ‘อังคาร’...เขามองประเด็นของการเสื่อมทรุดดังกล่าวนี้เปรียบเทียบกับ ‘ก้าวย่างย้อนแย้งแห่งทศวรรษ’ ที่วิพากษ์ต่อทฤษฎีด้าน ‘พันธุกรรม’ ของ ‘ชาร์ล  ดาร์วิน’ ทฤษฎีความคิดในด้านวิวัฒนาการของชีวิตที่เจ้าของทฤษฎีไม่ได้ตามมาเห็นความเป็นจริงที่แท้จริงในวันนี้



                                              “ความจริงดึกดำบรรพ์  ฝันเก่าก่อน
                                         สะเทือนสะท้อนผ่านชีวิตสนิทแน่น
                                         ทั้งร้อนเย็นเป็นหนึ่งเดียวพันเกลียวแกน
                                         บอกเล่าแก่น  กล่าวย้ำนัยไว้อย่างนั้น


                                              บทเริ่มต้นของจุดจบ  อ่านทบทวน
                                         ความปั่นป่วนจากเปลวไฟความใฝ่ฝัน
                                         หลงเตลิดเปิดโลกกว้างถึงทางตัน
                                         หฤหรรษ์เสรีที่โหดร้าย


                                              ซ่อนในใบหน้าอารยะ
                                         หายนะกระพือลมล่มสลาย
                                         ข้ามพรมแดน พัดผ่านล่วงทะลวงทลาย
                                         ก่อกำเนิด-ความตายขยายตัว”


‘อังคาร’ นับเป็นกวีที่มีสำนึกในทางสังคมค่อนข้างสูง...เขาเป็นนักเดินทางที่เดินทางทั้งภายนอกและภายในจิตใจ...บนพื้นที่จริงของชีวิต  สิ่งที่พบเห็นคือปรากฏการณ์แห่งการแปลกแยกในเชิงธรรมชาติของยุคสมัย...แต่ในเนื้อในของมโนสำนึก...การเดินทางของเขานำไปสู่ข้อขบคิดที่เปรียบดั่งนิทานเรื่องเล่าอันเป็นเนื้อแท้แห่งตัวตนอันเหลือเชื่อ...ดั่งที่เคยมีการกล่าวถึงภาวะอันเหลื่อมซ้อนนี้เอาไว้ว่า...


“แท้จริงแล้วโลกของเราถูกแบ่งออกจากกัน  เป็นอุดมการณ์ที่แยกออกเป็นแต่ละศาสนาแต่ละความเชื่อ...สถานการณ์เช่นที่ว่านี้จึงก่อให้เกิดอัตตาที่คาดหมายไม่ได้  แต่ที่แน่นอนที่สุดมันก่อให้เกิดความเกลียดชัง  และความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันของอุดมการณ์ต่างๆ  โดยเฉพาะอดีตกับปัจจุบันที่ทั้งหมดได้เกิดตามเงื่อนไขของการแยกส่วน  ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่โง่เขลาและอาจจะเป็นทั้งในด้านศาสนา  การเมือง  และสังคม...เพราะทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นคือการคิดภายในกรอบ  พูดในกรอบ  อันนำไปสู่การแบ่งแยกมนุษยชาติ  และเผ่าพันธุ์ของสัตว์โลกต่างๆให้ออกจากกันในที่สุด”


นิทานเดินทางของ ‘อังคาร’ ได้เล่าถึงนัยเรื่องราวในทำนองนี้เอาไว้ในหลายบทตอน...ด้วยสำนึกรู้ในเชิงประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในความทรงจำ...ในกวีนิพนธ์ ‘นรกสวรรค์ของคนอื่น’ อิงอยู่กับภาวะแห่งสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่  ในเสรีภาพของความเป็นปัจเจกที่อาจให้ผลลัพธ์ได้ทั้งผลดีและผลร้ายต่อความเป็นโลกและชีวิต


                                               “นรกและสวรรค์ของคนอื่น...
                                           เราหยิบยื่นเป็นชนวนด้วยส่วนหนึ่ง
                                           ผูกโยงสายใยไว้ลึกซึ้ง
                                           ทุกการกระทำกระเทือนถึงซึ่งกันและกัน


                                                อาจทั้งหมดสิ่งที่เห็น  ที่เป็นอยู่
                                           คลับคล้ายดูชีวิตต่างปิดกั้น
                                           แบ่งแยกโลกเฉพาะไว้ไม่สัมพันธ์
                                           ไร้สิ่งยืนยันถึงสายใย”


โดยเนื้อแท้มนุษย์ย่อมต้องมีสายใยที่โยงใยความฝัน  ความหวัง  และความจริงแห่งการดำรงอยู่  เพื่อเป็นสัมพันธภาพระหว่างกัน...สัมพันธ์อันดีงามในแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษย์  จะบังเกิดเป็นผลรวมของการดำรงอยู่และดำเนินไปของโลกทั้งโลก  ในธรรมชาติแห่งการเป็นองค์รวม...กายสำนึก  และจิตสำนึกของบุคคล  จึงนับเป็นสิ่งอันลึกซึ้งในข้อกำหนดแห่งการผูกพันอันไร้ขอบเขต  เป็นแง่มุมของชีวิตที่ต้องใช้อายตนะทั้งห้าแห่งชีวิตเป็นนัยสัมผัส...เราต้องมองออกไปให้ไกลจากพื้นที่ของการมีชีวิตอยู่ด้วยดวงตาที่สาม...ด้วยผัสสะในมิติที่หกและด้วยหัวใจห้องพิเศษในความตื่นรู้แห่งจิตในเชิงประสบการณ์ที่ผสมผสานกันด้วยความสุขและความทุกข์บนพื้นฐานของการหยั่งเห็นในเชิงประจักษ์...แน่นอนว่าเราต้องไม่กลัวในทุกสิ่งทุกอย่างที่คาบเกี่ยวอยู่ในบริบทอันน่าขื่นขมและชวนไกลห่าง
เบื้องต้น...สิ่งนี้นับเป็นการดำรงอยู่บนพื้นฐานแห่งทฤษฎีชีวิตที่จะทำให้มวลมนุษย์ได้มีโอกาสจะสุขสงบด้วยใจ  ท่ามกลางความจริงลวงของการเผชิญหน้าระหว่างความเป็นอารยะกับความเป็นอนารยะ


                                                “อนารยะซ่อนนัยหน้าอารยะ
                                           ใหม่ปะทะเก่าปะทุดุเดือดผัน
                                           โลกที่หนึ่ง สอง สาม เลื่อนตามกระชั้น
                                           คลื่นลูกที่สาม  สี่ปั่นป่วนฟันเฟือง


                                                วิกลวิกฤต  บิดเบือน  เสมือนบ้าน
                                           ทนเสียดทานด้านทุน  แรงหนุนเนื่อง
                                           โลกกว้างใหญ่แน่นขนัดความขัดเคือง
                                           รอปลดเปลื้องเบื้องปลายมุ่งหมายไป”


‘หัวใจห้องที่ห้า’ ถือเป็นรวมกวีนิพนธ์ที่มีสาระเนื้อหาหนักแน่นและครอบคลุมในมิติความคิดที่แยบยลที่สุด...เท่าที่ ‘อังคาร  จันทาทิพย์’ ได้สร้างสรรค์มา...มันเป็นเนื้องานที่มีที่มาที่ไป...ที่ถูกสืบค้นอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ  ทั้งด้วยประสบการณ์ตรงและด้วยการเคี่ยวกรำด้านความรู้สึกและสำนึกที่ผลิบานและขยายตัวอย่างมีพลังในหัวใจ การมองโลกอย่างเป็นองค์รวมขององค์รวม(Holistic Worldwiew) ผ่านการเดินทางสู่วิถีแห่งธรรมชาติด้วยหัวใจที่นำพาและสายตาของการเพ่งพินิจโดยตลอด  ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาษาสำนึกของกวีนิพนธ์ผ่านแง่มุมแห่งทฤษฎีต่างๆ ทั้งของโลกตะวันตกและโลกตะวันออกการรู้จักเชื่อมโยงและแยกแยะประเด็นเพื่อจัดวางไว้เป็นหัวใจของกวีนิพนธ์ในแต่ละบท  นับเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ 


‘อังคาร’ สามารถไขเข้าไปสู่ประตูกลแห่งปริศนาของโลกและชีวิต  ในบ้านของความบ้าที่ผูกติดอยู่กับเงื่อนงำแห่งอวิชชาที่คอยทำลายล้างพัฒนาการแห่งจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ให้สูญสลายไปจากสัมพันธภาพกับธรรมชาติ...ดั่งเป็นการบ่มเพาะความเป็นศัตรูให้แก่วิถีแห่งความเป็นตัวตนของตน... ‘อังคาร’ สร้างสรรค์ผลงานโดยรวมทั้งหมดด้วยการหยั่งเห็นและสดับรับฟังในสิ่งที่บังเกิดขึ้นด้วยอารมณ์ร่วมที่ผสานผูกพันอยู่กับความโลดแล่นแห่งชีวิต...กวีนิพนธ์ของเขาในทุกบทตอนดูเหมือนจะเร่าร้อนด้วยท่าที...แต่ก็สงบนิ่งด้วยมโนสำนึกที่หยั่งถึงเนื้อแท้ของจริต...


เสียดายก็แต่ว่า...ความเป็นกวีนิพนธ์ของ ‘อังคาร’ มักจะสื่อสารด้วยภาษาที่จริงจัง  และมุ่งขุดลึกลงไปถึงเบื้องลึกของสำนึกแห่งสาระเนื้อหา...มากเกินไป...คล้ายดั่งว่านี่คือบทวิพากษ์ที่สื่อสารด้วยสัญญะภาษาแห่งความเป็นร้อยกรอง...ผมหมายถึงว่า...ในเชิงรูปลักษณ์ทางวรรณศิลป์ ‘อังคาร’ มีโอกาสจะใช้ถ้อยคำที่งดงามและจดจำให้ปรากฏเป็นรอยทรงจำในสำนึกได้...แต่ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะเดินข้ามผ่านรูปรอยแห่งการเป็นกวีของ ‘อังคาร’ ไปแล้ว  


นับจากรวมกวีนิพนธ์เล่มแรกของเขา...แท้จริง...ภาษาที่ ‘อังคาร’ เลือกนำมาใช้...เป็นภาษาที่เต็มไปด้วยความหมายในการแสดงออกถึงความจริงอันยิ่งใหญ่...แต่การที่จะก้าวไปถึงจุดหมายในโลกแห่งวรรณศิลป์เชิงกวีนิพนธ์ (Poetic) นัยภาษาที่พุ่งตรงเข้าสู่ความสั่นสะเทือนของหัวใจของผู้สัมผัสรับรู้  นับเป็นความสำคัญยิ่ง...และมันคือข้อได้เปรียบในการสื่อสาร  เพื่อส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่มีเพียงกวีนิพนธ์เท่านั้นที่สามารถกระทำได้อย่างฉับพลันทันใดในความล้ำลึกของจิตวิญญาณ...ไม่ว่าจะมองผ่านตัวตนหรือสถานการณ์แห่งตัวละครประเภทใดก็ตาม...ความยากดีมีจน  ตลอดจนความมีโอกาสและไร้โอกาสของมนุษย์  นับเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนมองเห็น  ทั้งด้วยมิติส่วนตัวและด้วยสัญญะรอบด้าน...ที่ผูกมัดอยู่กับจิตใจ  ทั้งภายในและภายนอกของเรา...หากทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงภาวะสำนึกอันเป็นสามัญสู่การมองเห็นโลกในทุกส่วนด้วยหัวใจของการเกื้อกูล  นั่นย่อมหมายถึงว่า ‘หัวใจห้องที่ห้า’ ได้ปรากฏขึ้นในกายร่างของเราทุกคนอย่างสมบูรณ์...ด้วยความจริงแท้แล้ว


                                            “อาจโลกรอบข้างเปลี่ยนแปลงเรา
                                         เราเปลี่ยนแปลงโลกบ้างในบางส่วน
                                         หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านทานทวน

                                         เสียงไห้ร่ำคร่ำครวญ...ช่วยอะไร?”                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       


INN News Image     INN News Image     INN News Image     
ข่าวที่เกี่ยวข้อง Related News
560596
ผวจ.พิจิตร เป็นประธานพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือ ในงานประเพณีแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
560329
จังหวัดเพชรบูรณ์ เตรียมจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำยิ่งใหญ่ ด้านงานแสดงแสง เสียง ย้ายจัดที่พุทธอุทยานเพชบุระ
550244
วัดยานนาวา เชิญร่วมงาน รวมพลังศรัทธาโครงการพระพุทธบารมี พร้อมร่วมชมพระบารมี และความงดงาม พระพุทธรูปทองคำ
549696
"เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์" คว้ารางวัล "ศิลปินร่วมสมัยดีเด่น รางวัลศิลปาธร 2557"