INN Advertising Material - 004
สะพานขาด
นานาทัศนะ วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2556 12:11น.
450275
แสงฉายในสายลม ตอน...."บาปแห่งการกระทำ...ที่ตำตาและซ้ำซาก" โดย สกุล บุณยทัต

วิกฤตของสังคมไทยยังคงเดินหน้าสู่ความพลิกผันอยู่เรื่องแล้วเรื่องเล่า... เป็นประเด็นแห่งการกระทำที่ทั้งผิด...ทั้งผิดพลาดในเงื่อนงำต่างๆ นานา... ภาวะที่มืดมนดังกล่าว  ล้วนไม่เคยนำเอาคนที่กระทำผิดมาลงโทษได้แม้เพียงครั้ง...เราจึงได้แต่รับฟังข่าวคราว ด้วยใจอันสลดพร้อมกับการปลงตกที่สิ้นหวังอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...กรณี "สะพาน 200 ปี" ข้ามแม่น้ำป่าสัก ที่หมู่ 5 และหมู่ 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา  พังถล่มลงมา เมื่อเย็นวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา  ก็นับเป็นอุทาหรณ์สอนใจอีกกรณีหนึ่งซึ่งไม่น่าแปลกใจ อะไรนัก  หากจะไม่สามารถหาสาเหตุแห่งอุบัติการณ์ในครั้งนี้ได้ว่าเป็นเพราะใคร? หรือเหตุใด... ทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์ ที่ซ้ำซากในสังคมที่ต้องบอกอย่างเต็มปากเต็มคำด้วยความขมขื่น... มันเต็มไปด้วยการฮั้ว... การคอรัปชั่นและการกินนอกกินใน... ภายใต้ปีกสยายของระบบราชการ ที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่...กระแสข่าวที่กลบไม่มิดในวิถีของการประมูลการก่อสร้างของ หน่วยราชการต่างๆ ล้วนต้องเสียค่าผลประโยชน์อันเนื่องมาแต่ความโลภของผู้มีอำนาจในสังคมนั้นๆ เป็นเบี้ยใบ้รายทางให้แก่ความมักได้อย่างไร้ยางอายโดยปราศจากเงื่อนไขโต้แย้ง กระทั่งกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันน่าขยะแขยงไปเสียแล้ว... นัย... 70-30, 60-40, 50-50... อันเป็นตัวเลขเชิงสัญญะแห่งการเก็บกินฟรีๆ เหล่านี้ต้องกลายเป็นความเสียเปล่าไปโดยที่ประชาชนไม่ได้รับคุณค่าใดๆ เป็นเครื่องตอบแทน... เงินส่วนต่างไม่ว่าจะเป็น 30, 40 หรือ 50 ล้วนบังเกิดเป็นโชคลาภให้แก่คนบางกลุ่มบางพวกที่มีพฤติกรรมทบซ้อนอยู่... ระหว่างความเลวกับความสัตย์ซื่อในหน้าที่รับผิดชอบที่ดูขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ทำไมงบประมาณก้อนแล้วก้อนเล่าของประเทศชาติต้องสูญเสียไปให้กับวงจรอุบาท์นี้ โดยไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทน...นั่นก็เพราะสังคมไทยมีความเปราะบางและอ่อนแอทั้งระบบ... ขาดการตรวจสอบอันชอบธรรม... กระทั่งปล่อยให้อำนาจมืดจากบุคคลในแต่ละท้องถิ่นสถาปนาตัวตนขึ้นสู่... การฉกฉวยอำนาจอันชั่วร้ายอย่างเข้มข้นขึ้นในทุกๆ ขณะ... เหตุนี้ผลร้ายที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมอันชวนเวทนาเฉกเช่นกรณีนี้  จึงเป็นได้แค่เรื่องเศร้าที่หาความรับผิดชอบจากใครไม่ได้ มาถึงตอนนี้ก็ไพล่ไปโทษเรือที่แล่นมาชนตอม่ออยู่คนแล้วคนเล่า... โดยแทบจะมองไม่เห็นสำนึกรับผิดชอบของผู้ที่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด...  

จริงๆ แล้วการก่อสร้างในลักษณะนี้  ทางท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของเรื่องจะต้องใช้แบบของกรมโยธาธิการและผังเมือง... โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดจะต้องดำเนินการร่วมกันตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างพร้อมกับเจ้าหน้าที่โยธาธิการของแต่ละท้องถิ่น... ครั้นเมื่อได้สถานที่ก่อสร้าง... จึงจะเปิดประมูลว่าจ้างบริษัทที่จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งกระบวนการนี้จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนและแบบการก่อสร้างอย่างเคร่งครัดซึ่งสะพานแขวนในลักษณะที่พังพินาศไปนี้มีมากกว่า 10 สะพานในจังหวัดอยุธยา... และขณะนี้ก็มีสะพานที่กำลังชำรุดอยู่อีกสะพานหนึ่ง... ตั้งอยู่ระหว่างวัดไก่จันกับวัดสะตือ อ.ท่าเรือ... เป็นสะพานที่มีความเสี่ยงที่ใช้ได้ เพียงการสัญจรทางเข้าเท่านั้น

ว่ากันว่า... ระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีนับจากการก่อสร้างแล้วเสร็จสะพานนี้ไม่น่าที่จะพังและชำรุดลงอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้...จากสร้างมาซ่อมด้วยระยะเวลาที่ไม่น่าเชื่อก็เลยเป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติการณ์ที่ไม่น่าเชื่อขึ้น... เช่นกัน

"เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย" ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นประเมินถึงสาเหตุเบื้องต้นที่สะพาน 200 ปี...ต้องประสบกับความวิบัตินี้ว่า "เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการซ่อมแซมแต่ช่างซ่อมสะพานปรับสายสะลิงเฉพาะสายย่อยที่เชื่อมระหว่างตัวสะพาน... แต่สายสะลิงใหญ่ด้านบนที่รับน้ำหนักกลับไม่ได้ปรับ เป็นเหตุให้การถ่ายเทน้ำหนักไม่สมดุล เมื่อซ่อมไม่ถูกต้องและเวลาผ่านไปนานเข้า จึงทำให้สะลิงใหญ่ด้านบนเกิดการล้าและยืดตัวจนขาดลงในที่สุด"

นี่คือการเบิกประจานในการทำงานที่หละหลวมของผู้ที่รับผิดชอบในการซ่อมสะพานแห่งนี้อย่างแท้จริง อย่างน้อยมันก็ต้องถูกตั้งคำถามว่า... เมื่อเห็นจุดโหว่อันเป็น ความบกพร่องอยู่ตำตา... เช่นนี้  และรับรู้ด้วยว่ามันผิดหลักการทางวิชาการแต่ทำไมถึงผ่านการตรวจรับในการซ่อมมาได้... ใครได้ ใครเสียในงานนี้คงไม่ต้องพูดถึง... ในเมื่อเคราะห์กรรมต้อง ตกอยู่กับชาวบ้านผู้มองเห็นความผิดปกติของสะพานนี้อย่างหวั่นใจอยู่วันแล้ววันเล่า...

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการออกมายอมรับอย่างแกนๆ ว่า... "ผู้ซ่อมสะพานไม่มีความชำนาญตามหลักวิศวกรรม ช่างซ่อมอาศัยเพียงการสังเกตและขึงดึงสายสะลิงตามที่เห็นว่าเหมาะสมเท่านั้น  ทำให้การถ่ายเทน้ำหนักไม่สมดุล"

เหตุผลนี้ก็ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกกว่า... การประมูลในการซ่อมสะพานดังกล่าวนี้ ทำไมถึงปล่อยให้ผู้ไม่มีความชำนาญเป็นการเฉพาะ... ได้เข้ามาซ่อม... ทำไมพวกเขาถึงได้ชนะการประมูล... จนส่งผลทำให้เกิดหายนะที่ไม่สามารถจะชดใช้อะไรได้โดยเฉพาะความตายของชาวบ้านผู้สูญเสีย... ที่น่าโศกเศร้า

การที่ "อธิบดีกรมทางหลวงชนบท" เพียงแค่ออกมาแถลงว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด... ช่วยตรวจสอบหาสาเหตุหลังจากที่สะพานได้ถล่มลงแล้ว... ก็นับเป็นการทำงานสไตล์เดิมๆ ของวงราชการไทยประเภทที่ว่า "วัวหายแล้วล้อมคอก" ที่เกิดขึ้นอย่างแกนๆ ปราศจากสำนึกรับผิดชอบอยู่ร่ำไป... มันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาเลย ก็ในเมื่อกระบวนการดำเนินการทั้งหมดทั้งมวลต่อการสร้างและซ่อมสะพานแห่งนี้  มันดูเคลือบแคลงและล้มเหลวลงอย่าสิ้นเชิง... ดังนั้น... สิ่งที่ต้องรีบกระทำในตอนนี้คือต้องเร่งสร้างสะพานเพื่อสาธารณประโยชน์ขึ้นใหม่... โดยที่ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะไม่กินนอกกินในอะไรกันอย่างตะกละตะกลามอีก... รวมทั้งต้องรีบตรวจสอบสะพานอื่นๆ ที่เหลือว่ามีอาการที่จะต้องเยียวยาอย่างรีบด่วนเพียงใด...

โศกนาฏกรรมเช่นที่ว่านี้... นับว่าก่อเกิดเป็นความน่าหวาดหวั่นใจอย่างยิ่ง... หากจะนับเอาว่าสะพานในความดูแลของกรมทางหลวงมีจำนวนถึง 16,000 แห่งทั่วประเทศ... ยังดีที่ได้รับการยืนยันว่า ส่วนใหญ่เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่ใช่สะพานแบบใช้ลวดสะลิงยึดแขวน  แต่ขณะนี้ก็มีสะพานพึง 400 แห่งที่ชำรุดและจำเป็นต้องซ่อมแซมต่อไป...

ข้างฝ่าย "เสนาบดีกระทรวงคมนาคม" ก็สั่งการให้มีการตรวจสอบสะพานทุกแห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ ด้วยเหตุผลค้างเก่าเดิมๆ คือไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิม... โดยนำวิศวกรจากทั้งกรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวงออกไปตรวจสอบเป็นการเฉพาะ... พร้อมกับเน้นย้ำว่า หากสะพานไหนชำรุดก็ให้หยุดใช้งาน... ก็ได้แต่หวังว่าจะดำเนินการไปจนครบ 16,000 แห่งนะครับ... และก็ขอให้ได้พบกับข้อประจักษ์ว่า... "การล้อมคอก"  นั้นมันเป็นงานใหญ่ไม่ใช่น้อย... แต่การรับผิดชอบต่อเนื้องานด้วยสำนึกอันบริสุทธ์นั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่กว่าและน่าจะปฏิบัติกันอย่างจริงจังและจริงใจให้ได้...เสียที

เราใช้ชีวิตของชาวบ้าน... ความปรารถนาต่อความจำเป็นของชาวบ้านมาเล่นแร่แปรธาตุต่อความหิวกระหายในผลประโยชน์อีกต่อไปไม่ได้แล้ว... เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาที่ หมักหมมมาเป็นเวลานานแล้ว มันกำลังจะทำให้สังคมกลัดหนองด้วยความเจ็บปวดที่อาจแก้ไขอะไรไม่ได้เลยในอนาคต

สิ่งนี้คือบทเรียนอันแสนเศร้าที่ฝ่ายรัฐบาลโดยรวม กระทั่งตัวแทนของประชาชนในทุกภาคส่วนจะต้องสร้างวัฒนธรรมสำนึกต่อการรับผิดชอบร่วมกันและถือเอาปัญหานี้เป็นปัญหาคอขาดบาดตายที่ต้องรีบแก้ไข... ตราบใดที่การฮั้วประมูลยังมีอยู่... ตราบใดที่การเล่นเส้นเล่นสาย... ตลอดจนการกินหัวคิวยังระบาดอยู่ในวงการก่อสร้างของประเทศตราบนั้นหายนะแห่งโศกนาฏกรรมเช่นนี้ก็ต้องย่ำยีผู้คนและสังคมผู้ไม่อาจป้องกันตัวเองได้ตลอดไป... มันคือ ความอัปยศที่ซ้ำซากและเห็นอยู่ตำตาเช่นนั้น... 

"แม้บาปจะไม่เกิดกับผู้กระทำชั่วโดยทันที แต่ก็ขอให้ตระหนักเถิดว่า... บาปมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของมันเสมอ... นั้นคือการลงโทษผู้กระทำชั่วในเวลาที่เหมาะสมต่อความเป็นไปในชีวิตเสมอ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง Related News
579257
...แสงฉายในสายลมตอน... “เราต่างตกอยู่ในบาปเคราะห์....แห่งชะตากรรมอันเดียวกัน” โดย สกุล บุณยทัต
570532
โดย สกุล บุณยฑัต......... แสงฉายในสายลม ตอน ความเป็นจริงทีถูกกลืนกิน ภาวะเเห่งความรู้ตัวที่ไม่รู้ตัว....
564338
โดย สกุล บุณยทัต ......แสงฉายในสายลม ตอน....ใครมีอะไร? ไหม? ครับ....กับการส่งคืนความสุข
556523
โดยสกุล บุณยทัต............เเสงฉายในสายลม.....ตอนวัฒนธรรมสำนึกของความสุขที่ถูกคืนกลับมา..