ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ สัปดาห์ก่อน...เห็นข่าวอยู่แว๊บๆว่า องค์กรแรงงานสากล หรือ ILO เค้าออกข่าวว่า...ตัวเลขคนตกงาน หรือคนว่างงานในภูมิภาคเอเชียปีนี้ คาดว่าน่าจะมีไม่น้อยไปกว่า 23 ล้านคน(???) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการคาดถูก-คาดผิด คาดเอาไว้น้อยไป หรือมากไป เพราะถ้าหากดูจากตัวเลขคาดการณ์คนว่างงานในประเทศไทย บางรายก็บอกว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 แสน บางรายก็ว่าน่าจะถึง 1 ล้าน 1 ล้าน 5 ไปจนถึง 2 ล้านคนก็มี... แต่ถึงจะไม่รู้ตัวเลขชัดๆ...สถานการณ์การว่างงานในไทย ในเอเชีย หรือในระดับทั่วทั้งโลก ก็คงทำให้ใครต่อใครเกิดความหนักอกหนักใจกันไม่น้อย ยิ่งในบรรดาประเทศอุตสาหกรรม หรือโดยเฉพาะพวกฝรั่งด้วยแล้ว เรื่องของการว่างงาน ตกงาน ดูจะเป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความทุกข์ยาก เดือดร้อน ลำเค็ญ สิ้นหวัง สิ้นอนาคต ไร้ค่า ไร้จุดมุ่งหมายในชีวิตฯลฯกันไปเลยถึงขั้นนั้น อย่างที่เราเคยได้เห็นๆผ่านหนังฮอลลีวู้ดในแต่ละเรื่องนั่นแหละ เมื่อไหร่ก็ตามที่พระเอก นางเอก ดาวร้าย ตัวโกง ตัวตลก ฯลฯถูกไล่ออกจากงาน ลักษณะอาการมันจะออกไปในทางห่อเหี่ยว หดหู่ สิ้นหวังในชีวิต นั่งหัวตก หางตก...ปานประดุจทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่เรียกว่า งาน หรือ Job กันไปซะทั้งหมด... อย่างเรื่อง The Full Monty หนังอังกฤษที่เคยได้รางวัลอะไรต่อมิอะไรเมื่อซักกี่ปีก็จำไม่ได้แล้ว...เรื่องของคนงานโรงงานเหล็ก ที่ถูกเลิกจ้างกันไปแทบทั้งเมือง เพราะอุตสาหกรรมเหล็กมันเกิดตกต่ำขึ้นมาเฉยๆ จนต้องหันไปรวมตัวจัดตั้งคณะระบำโป๊ขึ้นมาเต้นย๊อกๆแย๊กๆ ให้อารมณ์ทั้งขำ ทั้งหดหู่ ไปตามแบบฉบับของชาวอังกฤษหรือตามไลฟ์ สไตล์ ของพวกฝรั่งได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น...ถ้าหากลองย้อนกลับ ไปไล่เรียงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพวกฝรั่งด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเริ่มตั้งแต่ยุคกรีก ยุคโรมัน มาจนถึงยุคที่พวกป่าเถื่อนชาวยุโรปเพิ่งหลุดออกมาจากถ้ำ...เรื่องของ งาน หรือ การทำมาหากิน ดูจะเป็นอะไรที่ฉกาจฉกรรจ์ระดับ ความเป็น-ความตาย ของประดาคนเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น... สำหรับกรีกนั้น ต้องลองไปหาอ่านบทกวียุคต้นๆของกวีที่มีชื่อว่า เฮซีออด เรื่อง งานและวันเวลา แล้วจะพอเข้าใจได้เป็นอย่างดี ถ้อยคำแต่ละถ้อยคำที่ถูกกลั่นกรองออกมาถึงความสำคัญของ งาน และ การดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ เต็มไปด้วยลีลาหนักหนาสาหัส ต่างไปจากบทกวีแบบสุนทรภู่ ศรีปราชญ์ เจ้าฟ้ากุ้งฯลฯของเราชนิดคนละเรื่อง คนละม้วน เอาเลยก็ว่าได้ ยุคโรมันก็ไม่ต่างอะไรไปจากกรีก และต่อมาในยุคพวกแวนดัล วิซิโกธส์ ออสโตรโกธส์ ฯลฯอันได้แก่บรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวยุโรปในขณะนี้ การจมอยู่กับโคลน กับหิมะ ง่วนอยู่กับการปลูกพืช ผัก ทำงานในไร่ ในนา ให้กับพวกอัศวิน กษัตริย์ ขุนนาง หรือที่เรียกว่าพวก แลนลอร์ด ทั้งหลายในยุค ฟิวดัล ทำให้เรื่องของ งาน หรือ การมีงานทำ ดูจะไม่ต่างอะไรไปจาก แก่นสาระ ในชีวิตของพวกฝรั่งเอาเลยก็ว่าได้... ยิ่งมาในยุคที่เกิดการก้าวกระโดดไปสู่ สังคมอุตสาหกรรม หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยแล้ว ถ้าหากใครที่เคยได้ดูหนังตลกๆ ของ ชาลี แชปปลิน จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องอะไร แต่ได้นำเอาชีวิตของคนในโรงงานมาไล่เรียงเป็นมุกตลกแต่ละมุก ชนิดดูแล้วต้องฮากันท้องคัดท้องแข็ง ก็พอจะจินตนาการได้ไม่ยากว่า การทำงาน หรือ การมีงานทำ มีความสำคัญกับวิถีชีวิตพวกฝรั่งมากมายขนาดไหน... ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ออกจะแตกต่างไปจากพวกชาวตะวันออก ชาวเอเชีย หรือแม้กระทั่งชาวไทยอย่างเราๆ-ทั่นๆ แบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเอาเลยก็ว่าได้ สังคมไทยของเรานั้น...ตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้อะไรต่อมิอะไรต้องเป็นไปอย่างฝรั่ง หรือในยุคตอนปลายกรุงศรีอยุทธยา สมัยพระนารายณ์มหาราชนี่เอง ครั้งนั้นตอนที่ฝรั่งอย่างนาย ลา ลูแบร์ และคณะทูตฝรั่งเศส เดินทางเข้ามาเยือนกรุงสยาม และจดบันทึกสิ่งต่างๆที่ได้พบเห็นเอาไว้ในหนังสือที่เรียกๆกันว่า จดหมายเหตุของลา ลูแบร์ ภาพวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น...ต้องเรียกว่าแทบไม่จำเป็นจะต้องมาเสียเวลากับการหลังขด-หลังแข็ง หน้าดำคร่ำเครียด ทำงานทำการอะไรให้เมื่อย จดหมายเหตุบันทึกเอาไว้ว่า โดยเฉพาะกระทาชายชาวสยามนั้น เช้าขึ้นมาก็มีภรรยาตระเตรียมสำรับกับข้าวเอาไว้ให้เรียบร้อย กินเสร็จก็นอนต่อ ตื่นขึ้นมาอีกทีสายๆ หรือบ่ายๆ ก็อาจจะเตร็ดเตร่ไปตีไก่ กัดปลา หรือไม่ก็ร้องรำทำเพลงกันไปตามประสา...คำพูดคำหนึ่งที่นาย ลา ลูแบร์ บรรยายเอาไว้ ให้ภาพจินตนาการได้ชัดเจนมากถึงบุคลิกของชายชาวสยามในระยะนั้น นั่นก็คือ... พวกเขานอนหลับกันเหมือนนก ... พูดง่ายๆว่า...โดยสภาพความอุดมสมบูรณ์ของ แผ่นดิน ธรรมชาติ ถ้าหากไม่คิดจะทะเยอทะยานอะไรมากมาย พึงพอใจกับวิถีชีวิตแบบเรียบๆ-ง่ายๆ ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรนหา งาน ชนิดไม่เป็นก็ตายแบบเดียวกับพวกฝรั่งเอาเลยแม้แต่น้อย และว่าไปแล้ว...แม้กระทั่งในประเทศที่ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ก็ไม่ถึงกับอุดมสมบูณ์อะไรมากมายนัก ทั้งแห้งแล้ง ทั้งหนาวเย็น อยู่บน หลังคาโลก อย่างเช่นประเทศธิเบต แต่ด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิม แบบเรียบๆ-ง่ายๆ ต่างไปจากวิถีชีวิตของพวกฝรั่งมาตั้งแต่แรก ท่าน ทะไล ลามะ ประมุขทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต เคยเล่าให้กับเพื่อนชาวตะวันตกของท่านฟังว่า... ฉันคิดว่าวิถีความเป็นอยู่ และวิธีคิดแบบตะวันตกของพวกคุณ ได้สร้างสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ สังคมที่คนว่างงานถูกมองว่าเป็น...คนไร้ค่า แต่ฉันมีความรู้สึกว่า สำหรับคนว่างงานในธิเบตแล้ว พวกเขาจะไม่กระวนกระวายใจเหมือนกับคนว่างงานในตะวันตก ตราบใดที่เขา หรือ เธอ มีกินมีอยู่อย่างพอเพียงแล้ว...ชีวิตนั้นก็ไม่เลวนัก คนๆนั้นจะมีความสุข นอนเล่นทั้งวัน มีเวลานินทากับเพื่อนๆบ้าง เป็นบางครั้ง บางคราว... ท่าน ทะไล ลามะ ยังเล่าต่อไปว่า เหตุที่ท่านให้ความชื่นชมกับวิธีคิดบางอย่างในระบบ สังคมนิยม มากกว่า วิธีคิดตามแบบฉบับ ทุนนิยม ก็เพราะว่า...ในตอนที่ท่านได้มีโอกาสพูดคุย กับอดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือประธาน เหมา เจ๋อ ตุง ช่วงหนึ่ง...เมื่อท่านถามขึ้นมาว่า ถ้าหากว่าพวกสังคมนิยมบรรลุเป้าหมาย อุดมการณ์ของลัทธิสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์แล้ว...ในตอนนั้นผู้คนจะเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรในเมื่อได้เกิดความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความยากจน ได้ถูกขจัดหมดสิ้นไปแล้ว ประธานเหมาก็ตอบสวนมาโดยทันทีว่า... เวลาที่เหลือก็เอาไปเขียน...บทกวี เล่นเอาท่าน ทะไล ลามะ ถึงกับหัวร่องอหาย ถูกอก ถูกใจ กับคำตอบของผู้นำคอมมิวนิสต์จีนรายนี้เป็นอย่างยิ่ง... แต่มาถึงช่วงนี้...จีนก็หลุดโลกไปแล้ว แทนที่จะมุ่งมั่นดำเนินตามแนวทางสังคมนิยมของ ประธานเหมา ก็ดันหันกลับ...โดดมาวิ่งไล่กวดอเมริกาตามเส้นทางทุนนิยมไปซะนี่ ภาวการณ์ว่างงานในจีนขณะนี้...ก็จึงหนักหนาสาหัสไม่แพ้กับส่วนอื่นๆในโลก ที่ต่างก็หันไปเดินตามฝรั่ง หรือหันไปเป็นทุนนิยมทั่วกันทั้งหมด เรื่องของ การว่างงาน ตัวเลข คนตกงาน ก็จึงกลายเป็นปัญหาของทุกๆสังคม ทุกๆประเทศ ที่จะต้องชุลมุน วุ่นวาย อยู่กับการอัดฉีด การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการบริโภค การผลิต และการจ้างงาน...ด้วยกรรมวิธีที่แทบจะไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากกัน... สำหรับบ้านเรานั้น...แม้นว่าเราจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต วิถีทางสังคม หันมาเดินตามฝรั่งกันจนแทบไม่เหลือร่องรอยความเป็นตัวของตัวเองตั้งแต่ครั้งอดีต แต่อย่างน้อย...ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจหนักๆ จำนวนคนตกงาน ว่างงาน พุ่งขึ้นไปเป็นแสนๆ ล้านๆ เมื่อซัก 10 กว่าปีที่แล้ว หรือในช่วง วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งนั่นแหละ ถ้าหากเราไม่ถึงกับหูแหก ตาแหก คิดแบบฝรั่ง สิ้นหวังแบบฝรั่ง ไม่ถือเอาเพียงแค่ การมีงานทำ เป็นเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หรือเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตกันไปถึงขั้นนั้น คนว่างงาน ตกงาน จำนวนไม่น้อยที่เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในชนบท หลายต่อหลายรายก็สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดปลอดภัยได้สบายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปพึ่งรัฐบาล พึ่งเงิน 2,000 บาทให้ต้องปวดหัวกับการจ่ายเป็นเช็ค หรือเป็นจ่ายคูปองอย่างในทุกวันนี้ ... กระทั่งวิกฤตคราวนี้ก็ตาม แม้นว่าชนบทจะยับเยินไปแล้วขนาดไหน ภัยแล้ง รอคอยอยู่เบื้องหน้า แต่ข่าวคราวของผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในการกลับไปใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิมในชนบท ก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย...ปัญหาอยู่ที่ว่า เราพร้อมหรือไม่ ที่จะปรับชีวิต ปรับวิธีคิด หรือปรับสภาพตัวเอง ให้สอดคล้องไปกับวิถีดั้งเดิม พร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่ในวิถีทางแบบเรียบๆ-ง่ายๆ พออยู่ พอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อทะเยอทะยาน มองหาสิ่งอื่นๆที่สามารถนำเอามาใช้เป็น จุดมุ่งหมายในชีวิต ได้ยิ่งกว่าสิ่งกระจอกๆที่เรียกๆกันว่า การมีงานทำ หรือ การเป็นลูกจ้าง เท่านั้น.... แบ่งปันข่าว |
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์